อ่านหนังในซีรีส์ A QUEER FILM CLASSIC

สำนักพิมพ์ Arsenal Pulp Press ในแคนาดา จัดพิมพ์หนังสือเกือบยี่สิบเล่มภายใต้ชื่อชุด A Queer Film Classic  แต่ละเล่มใช้นักเขียนแตกต่างกันออกไป โดยทุกเล่มเจาะลึกในเนื้อหาและบริบทของหนังเควียร์ในตำนาน ทั้งการวิเคราะห์ตัวบท สภาวะแวดล้อมในการสร้าง สไตล์หนัง ประวัติของผู้กำกับ นักแสดง และอิทธิพลของหนัง ซีรีส์นี้ครอบคลุมทั้งหนังที่ผู้สนใจประเด็นเควียร์หรือเพศสภาพรู้จักกันดีอยู่แล้ว เช่น Paris is Burning (1990), Trash (1970), Farewell My Concubine (1993), Female Trouble (1974) และหนังที่มองผิวเผินอาจไม่ใช่ “หนังเควียร์” ตามคำนิยามโดยตรง แต่สามารถถูกตีความด้วยแว่นแบบเควียร์ได้ เช่น Strangers on a Train (1951) ห้องสมุดและโสตทัศนสถาน เชิด ทรงศรี  เพิ่งจัดชุดหนังสือ A Queer Film Classic ขึ้นชั้นวาง จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะแนะนำบางเล่มให้ผู้อ่านลองไปติดตามเพิ่ม


Law of Desire (1987)

เขียนโดย José Quiroga 


หนังสเปนเรื่องนี้สร้างชื่อให้ผู้กำกับ เปโดร อัลโมโดวาร์ เป็นที่รู้จักในวงการหนังศิลปะยุโรป ในฐานะคนทำหนังยุคหลังเผด็จการฟรังโกที่มีเสรีภาพในการแสดงออกหลังจากสังคมสเปนถูกกดทับมาหลายสิบปี หนังยังแนะนำให้คนดูรู้จัก อันโตนิโอ บันเดรัส ดาราสเปนที่ต่อมาทุกคนคุ้นหน้าจากหนังฮอลลีวูด Law of Desire เป็นหนังที่พูดถึงผู้กำกับหนังเกย์ชื่อปาโบล น้องสาวของเขา (ที่เปลี่ยนเพศจากผู้ชาย) และชายอีกคนที่แอบเฝ้าดูปาโบล แม้เวลาจะผ่านไปสี่สิบปีจากตอนที่หนังออกฉาย แต่หนังเรื่องนี้ยังถูกยกย่องในฐานะงานที่ทำให้คนดูต้องนิยามกรอบความคิดเรื่องเพศเสียใหม่ โดยผู้กำกับใช้ขนบหนังน้ำเน่าแบบลาตินอเมริกาเข้ากับฟอร์มของหนังอาร์ตยุโรป ทำให้หนังทั้งสนุกและท้าทาย ดิบและละเอียดอ่อน อันเป็นลักษณะที่คนดูจะคุ้นเคยในหนังของอัลโมโดวาร์เรื่องต่อ ๆ มา 


Farewell My Concubine (1993) 

เขียนโดย Helen Hok-Sze Leung


หากจะมีข้อติติง หนังสือในชุด A Queer Film Classic ให้น้ำหนักกับหนังจากยุโรปและอเมริกาเหนือมากเกินไป จนลืมไปว่าประวัติศาสตร์หนังเควียร์มีหนังสำคัญจากทุกพื้นที่ในโลก Farewell My Concubine หนังจีนโดย เฉิน ข่ายเกอ เล่าเรื่องของนักแสดงอุปรากรจีนหนุ่มสองคน และหญิงสาวที่ก้าวเข้ามาในชีวิตของพวกเขา มีฉากหลังเป็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมแบบพลิกฟ้าของประเทศจีนในศตวรรษที่ 20 อันส่งผลต่อตัวละครอย่างรุนแรง หนังแสดงภาพความรักและเสน่หาระหว่างชายหนุ่มในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในหนังจีน จนกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวในขณะนั้น การซ้อนทับระหว่างพื้นที่ของโรงอุปรากรกับภาพยนตร์เป็นเทคนิคที่ถูกวิเคราะห์อย่างละเอียด รวมทั้งการแสดงของดารานำ เลสลี่ จาง, กงลี่ และ จาง เฝิงยี่ Farewell My Concubine ยังเป็นหนังที่เปิดศักราชหนังจีนสู่คนดูโลก หลังจากได้รับรางวัลปาล์มทองคำที่เทศกาลเมืองคานส์


Paris is Burning (1990) 

เขียนโดย Lucas Hilderbrand


สารคดีคลาสสิกของ เจนนี ลิฟวิงสตัน ถ่ายทอดพลังงานและการต่อสู้ของนักแสดงผิวดำและลาตินอเมริกันในวงการแดร็ก (drag) ในนิวยอร์ก Paris is Burning กลายเป็นหนังฮิตแบบไม่ทันตั้งตัวเมื่อออกฉาย และนำไปสู่การถกเถียงมากมาย ว่าแท้จริงแล้วหนังช่วยสร้างตัวตนให้กับวัฒนธรรมย่อยที่ครั้งหนึ่งถูกมองว่าดิบและหยาบ หรือหนังเพียงแสวงหาผลประโยชน์จากตัวละครเหล่านี้โดยนำเสนอพวกเขาให้คนดูที่มีการศึกษาและมีสิทธิมากกว่าในสังคม อย่างไรก็ตาม นี่คือหนังสำคัญในกระแส New Queer Cinema ที่สมควรได้รับการศึกษา


Death in Venice (1971) 

เขียนโดย Will Aitken


หนังสือเล่มนี้เปิดฉากด้วยการเล่าประวัติของ ลูเชียโน วิสคอนติ ผู้กำกับคนสำคัญในวงการหนังอิตาลี ชายผู้เติบโตมาในสังคมชั้นสูงของมิลานและผู้ที่มองว่าเพศสภาพของเขาเป็นมรดกทางสายเลือด การเติบโตของเขาในวงการหนังยุโรปเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่พรรคนาซีแผ่อำนาจไปทั่วทวีป และช่วงเวลาอันสับสนของศิลปินและคนทำหนัง ก่อนที่วิสคอนติจะหันไปชื่นชอบอุดมการณ์คอมมิวนิสต์จนได้รับฉายาว่า The Red Duke จากนั้นหนังสือเล่มนี้สลับไปพูดถึง โธมัส มานน์ นักเขียนเยอรมันผู้แต่ง Death in Venice นิยายที่เล่าถึงนักเขียนที่ไปหลงใหลหนุ่มน้อยหน้ามนระหว่างการพักผ่อนที่เวนิส คำถามที่ว่ามานน์เป็นเกย์หรือไม่ เป็นคำถามที่ทั้งตื้นเขินและเป็นสิ่งที่คนหยุดถามไม่ได้ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าไร เพราะถึงแม้มานน์ผู้ยิ่งใหญ่จะไม่เคยแสดงออก แต่บทบรรยายและความเข้าใจในเพศสภาพของตัวละครใน Death in Venice ทำให้หลายคนตีความไปเช่นนั้น หนังสือเล่มนี้จะพาเราไปตรวจสอบชีวิตและงานของทั้งวิสคอนติและมานน์ รวมทั้งหนังและนิยายเรื่องนี้


Strangers on a Train (1951)

เขียนโดย Jonathan Goldberg  


หนังคลาสสิกของผู้กำกับ อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก เรื่องนี้ว่าด้วยสามีที่ร่วมมือกับหนุ่มโสดแปลกหน้าที่เขาพบขณะโดยสารรถไฟ วางแผนฆ่าภรรยาตัวเองเพื่อจบชีวิตคู่ที่ไร้ความสุข ความน่าสนใจอยู่ที่ Strangers on a Train คือหนังที่คนดูเข้าใจว่าเป็นเรื่องระทึกขวัญฆาตกรรม แต่ผู้เขียนกลับหยิบทฤษฎีเควียร์มาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของตัวละครชายสองคนในเรื่อง คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมีเพศสภาพแบบไหน หรือทั้งคู่เป็นเกย์หรือไม่ แต่อยู่ที่การเจาะลึกถึงสภาวะทางเพศอันเชื่อมโยงกับความรุนแรงอย่างการฆ่าคน และสัญชาตญาณต่อต้านสังคมที่กำหนดพฤติกรรมของตัวละคร รวมทั้งการที่หนังสร้างทางออกที่แตกต่างไปจากนิยายตั้งต้นที่เขียนโดย แพทริเชีย ไฮสมิธ


Female Trouble (1974) 

เขียนโดย Chris Holmlund


“Female Trouble คือ Citizen Kane ของ จอห์น วอเตอร์ส” คำยกย่องนี้อาจฟังดูท้าทายแต่ก็ไม่เกินจริง หนังใต้ดินสุดประหลาด หยาบคาย สกปรก โสโครก ชวนให้อาเจียน ไร้สาระ ไร้ศีลธรรม เต็มไปด้วยความอุจาด น่าขยะแขยง กลับเป็นหนังที่ยังถูกพูดถึงและถูกนำมาฉายซ้ำ ๆ ตลอดห้าสิบปีที่ผ่านมา โดยคนดูหนังทุกรุ่นต่างค้นพบความน่าคลื่นเหียนและพลังงานแห่งการกบฏที่หนังแสดงออกอย่างเต็มเปี่ยม ในมุมเควียร์ตัวละครหลักของเรื่อง (และในหนังของวอเตอร์สอีกหลายเรื่อง) คือ ดิไวน์ (ดอว์น ดาเวนพอร์ต) มาเฟียทรานส์ร่างยักษ์แห่งสลัมในบัลติมอร์ ถูกเปรียบเทียบว่าเป็น ชาร์ลส์ ฟอสเตอร์ เคน (จาก Citizen Kane) ในแบบกลับหัวกลับหาง สถาปนาอนุสาวรีย์แห่งความ camp (หรือรสนิยมที่ตรงข้ามกับความหัวสูง) แสดงภาพสังคมอเมริกันที่หักล้างความฝันแบบชนชั้นกลางที่สวยงามอย่างที่ฮอลลีวูดมักนำเสนอ    


Trash (1970) 

เขียนโดย Jon Davies


หนังในตำนานโดย แอนดี้ วอร์ฮอล และ พอล มอร์ริสซี นำแสดงโดย โจ ดัลเลสซานโดร และ ฮอลลี วูดลอว์น หนังพูดถึง “ขยะสังคม” และขยะจริง ๆ หนังที่วาดภาพคนติดยาและทรานส์ให้เหมือนขยะ กลับกลายเป็นหนังล้อเลียนที่การให้คุณค่ากับสิ่งต่าง ๆ ของสังคม ในช่วงเวลาที่การต่อสู้ทางอุดมการณ์และการเมืองของอเมริกาในทศวรรษ 1970 แปะป้ายให้มนุษย์ทุกรูปแบบ


หนังสือชุด A Queer Film Classic มีให้บริการในห้องสมุดและโสตทัศนสถาน เชิด ทรงศรี หอภาพยนตร์ เปิดทุกวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 9.30-17.30 น. ไม่เสียค่าใช้บริการ ดูรายละเอียดและค้นหาหนังสือเพิ่มเติมได้ที่ https://fapot.or.th/main/library

-----------------------
เขียนโดย ก้อง ฤทธิ์ดี
ที่มา จดหมายข่าวหอภาพยนตร์ฉบับที่ 95 กันยายน-ตุลาคม 2569