เดือนสิงหาคม 2569 ณ โรงหนังนางเลิ้งหรือ ศาลาเฉลิมธานี โรงหนังไม้อายุร้อยกว่าปี ที่ตั้งตระหง่าน อยู่กลางชุมชนย่านนางเลิ้ง ได้มีผลงานชิ้นใหม่มาประดับเด่น อยู่หน้าโรง เป็นงานศิลปกรรมในรูปแบบ “คัตเอาต์” หรือ ป้ายโฆษณาภาพยนตร์ขนาดใหญ่ ที่ครั้งหนึ่งเคยผุดขึ้นเป็นสีสันประจำโรงภาพยนตร์สแตนด์อะโลนในเมืองไทย
ป้ายโฆษณาที่วาดด้วยสีน้ำมันบนโครงสร้างไม้เหล่านี้มัก มีการตัดขอบออกมา จึงเรียกว่า คัตเอาต์ (cut-out) ทั้งตัดเพียงบางส่วน หรือตัดออกมาทั้งตัวตามรูปร่างดาราในภาพ เพื่อขับเน้นให้ภาพนั้นเด่น มีมิติลอยออกมาจากพื้นหลัง นอกจากตกแต่งที่หน้าโรงยังนำไปติดตั้งประชาสัมพันธ์ตามริมถนนหรือสี่แยกให้ผู้คนสัญจรไปมาได้เห็นเด่นชัด
อย่างไรก็ตาม คัตเอาต์ชิ้นใหม่นี้ไม่ได้สื่อถึงหนังเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หากแต่ได้รวบรวมภาพดาราดังและผลงานในความทรงจำหลายเรื่องมาอยู่ร่วมกัน คนที่โดดเด่นที่สุดคือ มิตร ชัยบัญชา พระเอกอันดับหนึ่ง ผู้เป็น คนนางเลิ้งแท้ ๆ ภาพจำของเขาในชุดอินทรีแดงที่มาจากหนังเรื่อง จ้าวอินทรี (2511) นั้น สูงเด่นเป็นสง่าเตะตาเป็นภาพแรก ถัดมาคือภาพในตำนานที่ตัดขอบรอบด้าน ลอยตัวแยกออกมาจากป้ายใหญ่ เป็นภาพขณะมิตรกำลังงัดอาวุธห้ำหั่นกับ สมบัติ เมทะนี อีกหนึ่งพระเอกผู้ยิ่งใหญ่ จาก สิงห์ล่าสิงห์ (2507) หนังเรื่องแรกที่นำทั้งคู่มาประกบกัน และภาพจาก มนต์รักลูกทุ่ง (2513) อมตะหนังเพลงระดับปรากฏการณ์ ที่เขาแสดงร่วมกับคู่ขวัญ เพชรา เชาวราษฎร์ นอกจากนี้ยังมี อมรา อัศวนนท์ จาก เห่าดง (2501) ไชยา สุริยัน - อรัญญา นามวงษ์ จาก โทน (2513)สรพงศ์ ชาตรี - นันทนา เงากระจ่าง จาก แผลเก่า (2520) ไพโรจน์ สังวริบุตร - ลลนา สุลาวัลย์ จาก ชื่นชุลมุน (2521) และใบหน้าของนักแสดงระดับหมุดหมายของวงการอีกจำนวนมาก

“นี่ยังขาดไปตั้งหลายคน เราเขียนกันหมดไม่ไหว” สมเดช สันติประชา กล่าวไว้ขณะพูดถึงคอนเซปต์ของงาน ว่าต้องการรวบรวมบรรดาแม่เหล็ก ของหนังไทยในยุคสมัยที่ยังมีคัตเอาต์ขึ้นหน้าโรงมาไว้ให้มากที่สุด แต่ด้วย ข้อจำกัด ทำให้ไม่อาจใส่ได้ครบทุกคน
สมเดชเป็นทั้งผู้นำเสนอไอเดียให้มีการสร้างคัตเอาต์ที่นี่ เป็นคน ร่างแบบ และเป็นผู้รวบรวมพลพรรคเข้ามาเป็นทีมวาด ด้วยความที่การวาดคัตเอาต์ด้วยมือหน้าโรงภาพยนตร์นั้นสูญพันธุ์ไปพร้อม ๆ กับการล้มหาย ตายจากของโรงภาพยนตร์สแตนด์อะโลนในช่วงทศวรรษ 2530 เพราะฉะนั้นทีมช่างเขียนคัตเอาต์ชุดนี้ซึ่งต่างมีอายุอยู่ในหลักเจ็ดและหลักแปด ส่วนใหญ่จึงรามือจากการวาดภาพหนังไทยไปนานหลายสิบปี
การรวมพลังวาดคัตเอาต์หน้าโรงหนังนางเลิ้ง เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม “ซีเนมาติคนางเลิ้ง” ที่หอภาพยนตร์จัดร่วมกับมูลนิธิหนังไทย จากการสนับสนุนของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม โดยบรรดาศิลปินอาวุโสได้มาร่วมแรงร่วมใจกันลงมือวาดตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม ซึ่งได้รับความสนใจจากแฟนหนังไทยเป็นอย่างมาก โดยได้เปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามาดูบรรยากาศการสร้างสรรค์งานศิลปะชิ้นนี้กันแบบสด ๆ ในช่วงวันที่ 28 กรกฎาคม - 1 สิงหาคม ที่มีฉายหนังในโปรแกรม “บันเทิงหนังไทย”
ช่วงดังกล่าว หอภาพยนตร์ได้มีโอกาสเข้าไปพูดคุยกับช่างเขียน คัตเอาต์บางท่านถึงประสบการณ์ในอดีต เริ่มต้นจากสมเดช ผู้เป็นเสมือนหัวหน้าทีม สมเดชเล่าถึงประสบการณ์แรกที่ต้องย้อนกลับไปราว 60 ปีก่อน เมื่อเขาเข้าไปฝากตัวเป็นศิษย์ของ เปี๊ยกโปสเตอร์ ช่างเขียนใบปิดชั้นครู ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในวงการ

หลังจากฝึกหัดเขียนใบปิดหรือโปสเตอร์หนังอย่างเข้มข้น และช่วยเปี๊ยกทำงานอยู่ระยะหนึ่ง เขาได้ออกมารับงานเอง เริ่มต้นจากวาดโปสเตอร์ ก่อนจะไปสู่การรับจ้างเขียนคัตเอาต์ สมเดชเล่าถึงกระบวนการการทำคัตเอาต์ ว่า “ส่วนใหญ่แล้วเจ้าของหนังก็จะมาจ้างเรา เราก็เป็นฝ่ายจัดหาสถานที่อะไรต่าง ๆ มีไอเดียผสมผสานกับเขาว่าอยากได้อย่างนี้ไหม แต่ไอเดียว่าจะเอารูปตัวไหนเด่นเป็นของเจ้าของหนัง เราก็ต้องคุยกับเจ้าของหนังว่าตัวหลักของเขาคืออะไร แล้วก็มาจัดองค์ประกอบออกแบบให้เข้ากันไป”
สมัยนั้นภาพยนตร์จะเปลี่ยนโปรแกรมในวันศุกร์ คืนวันพฤหัสบดีจึงเป็นช่วงเวลาที่ทีมติดตั้งจะต้องเข้ามาเปลี่ยนคัตเอาต์หน้าโรงหนังตลอดทั้งคืน เพื่อให้เสร็จทันเช้าวันรุ่งขึ้น นอกจากโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพฯ สมเดชยัง รับวาดคัตเอาต์ตามโรงต่างจังหวัดทั้งที่ภาคเหนือและภาคอีสานด้วย ซึ่ง แต่ละครั้งต้องขึ้นไปทำงานอยู่เป็นเดือน ๆ ก่อนที่เขาจะวางมือจากการทำ คัตเอาต์ หลังจากได้เข้าไปทำงานเบื้องหลังกับ สักกะ จารุจินดา ในเรื่อง ตลาดพรหมจารีย์ (2516) และก้าวไปเป็นผู้กำกับในเวลาต่อมา มีผลงาน เช่น แข่งรถแข่งรัก (2523) ยอดรักผู้กอง (2524) สัตว์สาวผู้น่ารัก (2525)
เมื่อกลับมารับทำงานคัตเอาต์ที่นางเลิ้ง สมเดชเริ่มต้นชักชวน ช่างเขียนที่เคยเป็นผู้กำกับหนังไทยเช่นเดียวกับเขามาร่วมกันสร้างสรรค์ ผลงาน คนแรกคือ บรรณหาร ไทธนบูรณ์ ตำนานนักวาดใบปิด ผู้เป็นอีกหนึ่งศิษย์เอกของเปี๊ยกโปสเตอร์ และมีผลงานกำกับภาพยนตร์ เช่น รู้แล้วน่าว่ารัก (2529) สบายบรื๋ออ..อ (2530) ยุทธการเด็ดดอกฟ้า (2538)
บรรณหารมีพื้นเพเป็นคนหาดใหญ่ หลังจบชั้น ม.ศ.3 เขาได้เริ่มต้นทำงานคัตเอาต์ที่โรงหนังคิงส์ หาดใหญ่ ท่ามกลางความกังวลของครอบครัว
“ผมจบ ม.ศ.3 แล้วไปสมัครเป็นลูกศิษย์ของ อาจารย์บุญธรรม บุญเทพ ที่โรงหนังคิงส์ หาดใหญ่… ตอนแรกพ่อแม่ไม่ยอมให้เรามาวาดที่ โรงหนัง เพราะสมัยก่อนเหมือนกับว่าเด็กโรงหนังนี่คือเด็กที่เกเร ติดฝิ่นบ้าง ติดกัญชา... แม่เขาบอกว่าถ้าไปวาดที่โรงหนังก็ให้ออกจากบ้านไปเลย”
บรรณหารได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาทำงานด้วยใจรักอย่างแท้จริง ระหว่างนั้นอาจารย์บุญธรรมยังส่งเขาไปทำงานคัตเอาต์ที่โรงหนังในสตูล ก่อนจะกลับมาที่หาดใหญ่ จนเมื่อเขาอายุได้ 20 ปี และทราบข่าวว่า เปี๊ยกโปสเตอร์เปิดโรงเรียนสอนศิลปะชื่อเพาะศิลป์ เขาจึงเดินทางขึ้นมาสมัครเรียนเป็นลูกศิษย์รุ่นแรก

ด้วยทักษะที่สั่งสมจากบ้านเกิดมาแล้วหลายปี ทำให้เปี๊ยกโปสเตอร์ เล็งเห็นถึงความสามารถ และดึงตัวนักเรียนคนนี้มาช่วยงานวาดโปสเตอร์ ไปด้วย ช่วงนั้นระหว่างเขาทำงานอยู่กับครูในตอนกลางวัน ตกเย็นเขายัง ไปรับงานวาดป้ายไม้อัดที่มีลักษณะคล้ายคัตเอาต์หน้าโรงแต่เล็กกว่า สำหรับติดตั้งที่ตู้โชว์ในตัวโรง ซึ่งต้องอาศัยความละเอียดประณีตยิ่งกว่า งานคัตเอาต์ขนาดใหญ่ งานนี้เป็นงานของบริษัทโฟร์อาร์ต บริษัทรับวาด คัตเอาต์เจ้าสำคัญในช่วงนั้น โดยต้องไปวาดที่ห้องเขียนซึ่งอยู่ในอาคาร โรงหนังศาลาเฉลิมไทย
“ตู้โชว์นี่มันก็ใช้สีน้ำมันเหมือนกัน เป็นป้ายเหมือนกันแต่เล็กหน่อย ติดระดับสายตา ให้คนเวลาเข้าโรงหนังยืนดู แต่ถ้าป้ายคัตเอาต์ใหญ่ ๆ เลื่อนขึ้นไปเลย ต้องเงยหน้าหมด เห็นจากถนน”
หลังจากเปี๊ยกโปสเตอร์เริ่มผันตัวไปเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ตั้งแต่ปี2513 ไม่นานบรรณหารก็ออกมาเปิดบริษัทรับงานวาดโปสเตอร์ของ ตัวเอง ซึ่งมีงานชุกจนทำให้เขาไม่มีเวลาไปวาดงานตู้โชว์ดังกล่าวอีก ปัจจุบันบรรณหารเป็นคนเดียวในทีมที่ยังคงรับงานวาดโปสเตอร์ภาพยนตร์อยู่อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะจากลูกค้าต่างชาติที่หลงใหลในมนตร์เสน่ห์ของงานแนวนี้
ผลงานของบรรณหารยังส่งแรงบันดาลใจมาสู่ อังเคิล-อดิเรก วัฏลีลา อดีตช่างเขียนใบปิดหนังไทยและผู้กำกับชื่อดัง ในวัยเด็กที่สุพรรณบุรีเขามักจะไปเฝ้าดูช่างวาดคัตเอาต์ทำงานกันหลังโรงหนัง คอยช่วยวิ่งซื้อน้ำซื้อขนมเพื่อแลกกับการได้ดูเทคนิคต่าง ๆ ก่อนจะเข้าศึกษาที่โรงเรียนไทยวิจิตรศิลป และได้พบกับบรรณหารที่มาสอนแทนเปี๊ยกโปสเตอร์ รวมทั้งมีโอกาส ย้ายเข้าไปช่วยงานที่บ้านบรรณหารอยู่นาน ก่อนจะเปลี่ยนเส้นทางมาเป็นคนทำหนังในภายหลัง
“เขาเป็นแรงบันดาลใจทำให้เราไปเรียนไทยวิจิตรศิลป เพราะไปเห็น ปกที่ตอนนั้นดังมาก เขาเขียนปกเรื่องเพชรพระอุมาให้นิตยสารจักรวาล รายสัปดาห์... วันหนึ่งมาเห็นตัวจริงกำลังเขียนรูป โอ้โห... ก็เลยสมัครไปทำงานกับเขา กินนอนที่นั่นเลย เริ่มงานตั้งแต่ยังไม่รู้เรื่องอะไร ร่างดินสอเลย ได้ความรู้เยอะมาก”

ในช่วงที่ทำงานโปสเตอร์อังเคิลแทบไม่ได้จับงานคัตเอาต์เลย เขาเคย แต่ไปลองทำเพราะอยากฝึกฝนการวาดสีน้ำมันอยู่เพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น การได้มาวาดคัตเอาต์หน้าโรงหนังนางเลิ้งครั้งนี้จึงเป็นเสมือนการเติมเต็มฝันในวัยเด็กของผู้กำกับหนังดังทั้ง ซึมน้อยหน่อย กะล่อนมากหน่อย (2528) ดีแตก (2530) ฉลุย (2531) ฯลฯ
“โปสเตอร์เขียนด้วยสีโปสเตอร์… มันคนละประเภทกับคัตเอาต์ คัตเอาต์ต้องเขียนใหญ่ ๆ หยาบ ๆ เพราะดูไกล ๆ แต่โปสเตอร์นี่ต้องละเอียด ละเอียดยิบเลย เพราะมันดูใกล้ และต้องพิมพ์ไปกระจายทั่วประเทศเป็นหมื่นเป็นแสนใบ” อังเคิลกล่าวถึงความแตกต่างของงานทั้งสองประเภท
นพดล พรหมบัณฑิตกุล เป็นอีกหนึ่งช่างเขียนในทีม ที่เชื่อมโยง กับทั้งบรรณหารและอังเคิล เขาเป็นคนหาดใหญ่เช่นเดียวกับบรรณหาร และเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อหวังจะสอบเข้าเพาะช่าง แต่เมื่อพบว่าที่ ไทยวิจิตรศิลปมีช่างเขียนใบปิดทั้งเปี๊ยกและบรรณหารสอน จึงตัดสินใจ มาเรียนที่นี่แทน ระหว่างเรียนเขาได้เห็นงานของอังเคิลติดอยู่ที่บอร์ดโรงเรียนแล้วเกิดความประทับใจ ต่อมาอังเคิลจึงได้ชักชวนเขาเข้ามาทำงานโปสเตอร์กับบรรณหาร โดยงานที่โรงหนังนางเลิ้งครั้งนี้นับเป็นงานวาดคัตเอาต์ ครั้งแรกของนพดล
นอกจากนี้ในทีมวาดยังมี ชวลิต วงศ์สถิตธรรม อดีตช่างเขียนคัตเอาต์ มืออาชีพ และ จำนงค์ ถาดกิ่ง ลูกศิษย์ของ ทองดี ภาณุมาศ อีกหนึ่ง ศิษย์เอกของเปี๊ยกโปสเตอร์ พวกเขาร่วมกันขุดเอาทักษะและประสบการณ์อันแกร่งกล้ามาถ่ายทอดผ่านพู่กันและฝีแปรง โดยแบ่งงานกันตามความถนัด เช่น ชวลิตเป็นผู้เชี่ยวชาญการวาดใบหน้า มิตร ชัยบัญชา จึงได้เป็นผู้วาดรูป อินทรีแดง ส่วนบรรณหารได้รับหน้าที่วาดชิ้นงานเด่นอย่าง สิงห์ล่าสิงห์, มนต์รักลูกทุ่ง หรือใบหน้าของ เพชรา เชาวราษฎร์ ในขณะที่พี่ใหญ่อย่าง สมเดช ผู้ดูภาพรวม ได้บรรจงวาดรายละเอียดทิวทัศน์ โดยเฉพาะเรื่อง แผลเก่า และคอยเก็บตกแต่งเงาแต่ละภาพ เพื่อขับเน้นให้ดูสมจริง

ในอดีตนั้น ภาพคัตเอาต์จะถูกวาดลงบนไม้อัดที่ตัดแบ่งเป็นชิ้น ให้ช่างเขียนแต่ละคนช่วยกันลงมือในโรงวาด แล้วนำมาประกอบลงบนโครงไม้ ในสถานที่จริงโดยทีมติดตั้งซึ่งเป็นอีกบริษัท แต่คราวนี้ด้วยข้อจำกัดต่าง ๆ จึงได้จัดทำโครงไม้อัดตามแบบร่างของสมเดชขึ้นมาก่อน แล้วให้ช่างเขียน มาร่วมกันวาดบนชิ้นงานโดยตรง ผู้ผลิตโครงสร้างไม้และควบคุมดูแลการ ติดตั้งคือ บริษัท พันธุ์ทาง อาร์ตเวิร์ค ของ ศราวุธ แก้วน้ำเย็น โปรดักชันดีไซเนอร์แถวหน้าของวงการหนังไทยร่วมสมัย
คัตเอาต์หนังไทย ณ โรงหนังนางเลิ้ง ได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม 2569 โดย สมเดช, บรรณหาร,อังเคิล และนพดล ได้มาเป็นตัวแทนศิลปินร่วมเสวนาบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้แก่ ผู้ชม และลงลายเซ็นประทับไว้ที่ชิ้นงาน ท่ามกลางบุคคลในวงการภาพยนตร์ อดีตช่างวาดคัตเอาต์ร่วมรุ่น แฟนหนังไทย และนักสะสมโปสเตอร์ ที่เดินทางมาร่วมงานกันอย่างอบอุ่น และบางส่วนได้นำใบปิดหนังไทยในอดีตมาให้ ช่างเขียนอาวุโสแต่ละคนเซ็นกันอย่างคึกคัก
งานศิลปกรรมชิ้นนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงป้าย คัตเอาต์โฆษณาที่เคยเรียงรายริมถนน เป็นภูมิทัศน์สำคัญของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในเมืองไทย หากแต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งการเฉลิมฉลอง เรื่องราวและคุณค่าของหนังไทยในยุคก่อน บนพื้นที่โรงหนังนางเลิ้งซึ่งเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ เพื่อให้ความทรงจำในอดีตได้เชื่อมโยงกับผู้คนในปัจจุบัน และส่งต่อไปยังคนรุ่นถัดไป