เงากระดาษที่มีชีวิตของ ล็อทเทอ ไรนิเกอร์ (Lotte Reiniger, 1899-1981)

แอนิเมชันเป็นภาพยนตร์ประเภทหนึ่งที่เปิดโอกาสให้นักทำแอนิเมชันสร้างโลกเหนือจริงได้อย่างอิสระ จากศิลปะการออกแบบ การเล่าเรื่อง การใช้เทคนิคต่าง ๆ ที่ทำให้ตัวละครเคลื่อนไหวได้อย่างมีชีวิตชีวา และวันนี้ห้องสมุดฯ พาทุกคนไปสนุกกับเงากระดาษที่มีชีวิตของ ล็อทเทอ ไรนิเกอร์ นักทำแอนิเมชันยุคบุกเบิก ใน “Out of the Shadows: How Lotte Reiniger Made the First Animated Fairytale Movie” เขียนเรื่องและวาดภาพประกอบโดย ฟิโอนา โรบินสัน (Fiona Robinson) แต่การถ่ายทอดชีวิตอันน่าตื่นเต้นมากมายของล็อทเทอทั้งหมดให้ครบถ้วนในรูปแบบหนังสือภาพ (picture books) สำหรับเด็กเป็นเรื่องยาก ดังนั้นฟิโอนาเลือกนำเสนอชีวิตของล็อทเทอเฉพาะช่วง ค.ศ. 1899-1926 


การออกแบบ “ภาพประกอบ” (illustrations) ฟิโอนาใช้เทคนิคหลากหลาย เช่น การวาด การตัดกระดาษด้วยกรรไกร ผสมผสานกับภาพเงาดำ เพื่อสะท้อนรูปแบบเฉพาะตัวของล็อทเทอที่เป็นผู้บุกเบิกแอนิเมชันภาพเงา (silhouette animation) ฟิโอนาแต้มสีสันด้วยสีน้ำและเติมรายละเอียดด้วยปากกาหัวสักหลาด (felt pen)




สำหรับการเล่าเรื่องด้วยตัวอักษรนั้น ฟิโอนาใช้ประโยคไม่ซับซ้อน คำศัพท์เข้าใจง่าย สื่อสารให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึก “ยกย่อง” ในความพยายามและความสร้างสรรค์ของล็อทเทอ ทำให้เรื่องราวมีพลังบวก สร้างแรงบันดาลใจ จังหวะการเล่าเน้นความไหลลื่นและความงดงามของภาพประกอบควบคู่กับภาษาที่เหมาะกับผู้อ่านเป้าหมายหลักวัย 6-9 ปี 


ส่วนโครงสร้างของเล่มนี้วางการเล่าเรื่องตามช่วงระยะเวลา แบ่งออกเป็น 3 ตอน (part) เราลองไปดูกันว่าฟิโอนาใช้ภาษาอย่างไรในการตั้งชื่อแต่ละตอน และตัวอย่างเนื้อหาว่าเล่าอะไรบ้าง


เปิดเล่มด้วย ตอนที่หนึ่ง ค.ศ. 1899-1917: กาลครั้งหนึ่ง ณ กรุงเบอร์ลิน เล่าจุดกำเนิดของล็อทเทอผ่านเรื่องราววัยเด็กและการเติบโต ก่อนที่จะเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์แอนิเมชัน เธอคือเด็กหญิงที่ได้รับความรักความเข้าใจจากคนในครอบครัว ชอบฟังและอ่านนิทานพื้นบ้านแบบไม่รู้เบื่อ ชอบงานตัดกระดาษเป็นลวดลายด้วยกรรไกร (scherenschnitte) มีจินตนาการ สนใจเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น ยุคที่ยุโรปกำลังเปลี่ยนผ่านด้วยอุตสาหกรรม ล็อทเทอได้สัมผัสสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง คือคุณยายพาเธอไปดูหนังบ่อยครั้ง แต่ว่าเธอชื่นชอบ A Trip to the Moon ผลงานแฟนตาซีของ ฌอร์ฌ เมลีแย็ส (George Méliès) เป็นพิเศษ ซึ่งทำให้เธอเชื่อว่าภาพเคลื่อนไหวสามารถพาผู้ชมไปยังโลกเหนือจริงได้




เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เธอเริ่มสนใจภาพยนตร์เยอรมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานของ พอล เวเกอเนอร์ (Paul Wegener) นักแสดงและผู้กำกับชื่อดังที่หลงใหลในจินตนาการไม่ต่างจากเธอ วันหนึ่งในเดือนเมษายน ค.ศ. 1916 ล็อทเทออายุได้ 17 ปี ไปฟังบรรยายของเวเกอเนอร์ในหัวข้อ “เป้าหมายใหม่ของภาพยนตร์” ล็อทเทอรู้ทันทีว่าเธออยากเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ ไม่ใช่แค่การเป็นผู้ชม


หลังจากนั้นเธอขออนุญาตพ่อแม่เข้าเรียนการแสดงในโรงเรียนใกล้บ้าน ซึ่งเป็นที่ตั้งคณะนักแสดงของเวเกอเนอร์ ที่นั่นเธอฝึกฝนทั้งการแสดงและมีโอกาสแสดงบทเล็ก ๆ ในละครและภาพยนตร์ นอกเวลาเรียนเธอมักนั่งสังเกตคณะนักแสดง พร้อมทั้งตัดกระดาษออกมาเป็นภาพเงาของเหล่านักแสดง ซึ่งทุกคนทึ่งในความสามารถของล็อทเทอ และพวกเขาซื้อภาพตัดกระดาษของเธอ


ในที่สุดเวเกอเนอร์ชวนล็อทเทอเข้าร่วมทีมภาพยนตร์ ให้เธอทำคำบรรยายคั่นฉาก (intertitle) ออกแบบฉาก เทคนิคพิเศษ และเครื่องแต่งกาย เธอพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นกำลังสำคัญของทีม จนกระทั่งเวเกอเนอร์มอบงานน่าท้าทายที่สุดให้ คืองานแอนิเมชัน


สำหรับช่วงเวลาต่อมา ตอนที่สอง ค.ศ. 1918-1923: ฟังให้ดี! นี่ไง...พายด์ไพเพอร์มาแล้ว! (แต่หนูหายไปไหนกันหมด? แล้วทำไมถึงมีแต่หนูตะเภางง ๆ เต็มถนนไปหมด?) เนื้อเรื่องพาผู้อ่านเข้าไปอยู่ในโลกเบื้องหลังภาพยนตร์ยุคแรก ๆ และจุดเริ่มต้นแห่งความสำเร็จของล็อทเทอไม่ได้มาจากความบังเอิญ แต่เกิดจากการลงมือทำจริงในสถานการณ์ที่ท้าทาย เช่น ฉากหนูใน The Pied Piper of Hamelin (1918) ที่ใช้หนูจริงไม่ได้ผลจนเกิดความวุ่นวายไปทั้งเมือง และเวเกอเนอร์เปิดโอกาสให้ล็อทเทอได้ลองทำแอนิเมชันแบบสต็อปโมชันเป็นครั้งแรก เธอใช้หนูไม้ ขยับทีละนิด ถ่ายทีละเฟรม จนสร้างภาพเคลื่อนไหวที่ทำให้ผู้ชมตื่นตาตื่นใจ




เมื่อเวเกอเนอร์เห็นศักยภาพของล็อทเทอ เขาแนะนำเธอให้รู้จักนักทำแอนิเมชันคนอื่น ๆ จนเธอได้เข้าสู่สตูดิโอสร้างแอนิเมชันแห่งใหม่ เธอเรียนรู้การใช้โต๊ะสำหรับทำเทคนิคพิเศษทางภาพยนตร์ (Tricktisch) และก้าวจากผู้ช่วยในกองถ่ายไปสู่การเป็นผู้เขียนบทและกำกับ Das Ornament des verliebten Herzens (1919) ความยาวราว 4 นาที ด้วยเทคนิคการตัดกระดาษและการขยับข้อต่อ ซึ่งประสบความสำเร็จและทำให้เธอตัดสินใจอุทิศชีวิตให้แอนิเมชัน


การเล่าเรื่องใน ตอนที่สาม ค.ศ. 1923-1926: แม่มดผู้ร่ายมนตร์! (ในห้องใต้หลังคาเล็ก ๆ เหนือโรงรถแห่งหนึ่งในเมืองพอทสดัม) ฟิโอนาพาผู้อ่านไปเห็นระยะเวลาที่ล็อทเทอทุ่มเทแรงกายแรงใจ ความฝัน ความเหน็ดเหนื่อย ความกลัว ความไม่ย่อท้อ เพื่อสร้าง The Adventures of Prince Achmed (1926) และเบื้องหลังผลงานอันงดงาม คือความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่หยุดนิ่งและความกล้าลองสิ่งใหม่ ๆ แม้จะไม่มีแบบอย่างให้เดินตาม และชัยชนะของศิลปินหญิงคนหนึ่งที่สร้างสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เช่น เนื้อเรื่องพาผู้อ่านเข้าไปในห้องใต้หลังคาเล็ก ๆ ที่กลายเป็นสตูดิโอเวทมนตร์ของล็อทเทอ เธอและทีมงานสร้างโลกแฟนตาซีจากนิทานพันหนึ่งราตรีด้วยวัสดุธรรมดาอย่างกระดาษ ตะกั่ว สบู่ ทราย ขี้ผึ้ง กล่องผ้าอ้อมเก่า พร้อมทั้งประดิษฐ์อุปกรณ์ใหม่อย่างกล้องมัลติเพลน (multiplane camera) ขึ้นเองเพื่อให้ภาพมีมิติ นอกจากนั้นเธอได้ว่าจ้าง ว็อล์ฟกัง เซลเลอร์ (Wolfgang Zeller) เป็นผู้แต่งดนตรีประกอบภาพยนตร์และบรรเลงสดด้วยวงออร์เคสตราระหว่างการฉาย




หลังจากใช้เวลาสามปี การสร้างภาพยนตร์ก็เสร็จสมบูรณ์ โดยถ่ายภาพไปทั้งหมด 250,000 เฟรม และใช้จริงในภาพยนตร์ 96,000 เฟรม จนกระทั่ง The Adventures of Prince Achmed แอนิเมชันความยาว 65 นาที ปรากฏบนจอต่อสาธารณชนครั้งแรกในวันอาทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1926 ที่โรงละครโฟล์คส์บือเนอ กรุงเบอร์ลิน (Volksbühne Theater, Berlin) เมื่อภาพยนตร์จบลงผู้ชมปรบมือด้วยความชื่นชม สำหรับภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1926 ซึ่งเป็นภาพยนตร์แอนิเมชันเทพนิยายขนาดยาวเรื่องแรกที่เก่าแก่ที่สุดและปัจจุบันยังคงหลงเหลืออยู่ นี่คือความสำเร็จอันน่าทึ่งแทบไม่น่าเชื่อ แต่ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่นิทาน


หมายเหตุ:  The Adventures of Prince Achmed สร้างขึ้นโดยมุ่งหมายให้ผู้ใหญ่เป็นผู้ชม เพราะในช่วงเวลานั้นภาพยนตร์แอนิเมชันยังมิได้ถูกผลิตขึ้นเพื่อผู้ชมเด็กโดยเฉพาะ ภาพยนตร์ของล็อทเทอมีฉากที่อาจสร้างความหวาดกลัว ความรุนแรง และเนื้อหาที่สื่อถึงเรื่องทางเพศ อีกทั้งตัวละครยังสะท้อนบทบาททางเพศตามค่านิยมของยุคสมัยและตามต้นฉบับวรรณกรรมที่นำมาดัดแปลง หากเด็ก ๆ จะรับชม ผู้ใหญ่ควรช่วยแนะนำหรือรับชมร่วมกันเพื่อให้เข้าใจเรื่องราวได้อย่างเหมาะสม

_______________________________

โดย วิมลิน มีศิริ

ที่มา: จดหมายข่าวหอภาพยนตร์ ฉบับที่ 92 ประจำเดือนมีนาคม-เมษายน 2569