อ่านบางส่วนของบทสัมภาษณ์ภัณฑารักษ์และศิลปินสี่ท่านในนิทรรศการ “หลังเหตุมหัศจรรย์” (After the Incident) ที่นำงานของ ปยุต เงากระจ่าง บิดาแห่งแอนิเมชันไทย จัดแสดงร่วมกับงานของศิลปินร่วมสมัย
ณัท เศรษฐ์ธนา
ภัณฑารักษ์นิทรรศการ “หลังเหตุมหัศจรรย์” (After the Incident)

นิทรรศการนี้มีจุดเริ่มต้นมาจาก อาจารย์ปยุต เงากระจ่าง และวาระครบรอบ 70 ปีของ เหตุมหัศจรรย์ ซึ่งเป็นแอนิเมชันไทยเรื่องแรก ชื่อนิทรรศการ “หลังเหตุมหัศจรรย์” มาจากการ์ตูนเรื่องนี้ หมายถึงเราสามารถมาดูต่อว่าหลัง เหตุมหัศจรรย์ มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และเชื่อมโยงงานของอาจารย์ปยุตเองกับตัวศิลปินท่านอื่น ๆ ผมมองว่าอาจารย์ปยุตที่อยู่ในนิทรรศการนี้ไม่ได้เป็นแค่งานอาร์ไคฟ์หรือเป็นแค่ “ของเก่า” แต่เอางานของท่านมาร่วมแสดงจริง ๆ คือร่วมสมัยไปด้วย
ความคิดบางส่วนเริ่มจากการดูว่าอาจารย์ปยุตทำอะไรไว้บ้าง เราเห็นมันด้วยความคิดแบบไหน แล้วอยากนำเสนออะไร สำหรับผม ปกติซึ่งฉากในแอนิเมชันถูกทำมาเพื่อเป็นฉากให้ตัวละครใช่ไหมครับ การที่ตัวละครจากไปแล้วหรือออกจากเฟรมไปแล้ว เหลือแต่ฉากเปล่า ๆ โดยที่ไม่มีตัวละครมากำกับว่าเราจะต้องคิดกับฉากนี้อย่างไร ทำให้ผมเห็นความเป็นงานแลนด์สเคปบางอย่างที่อยู่ในงาน ซึ่งผมว่ามันน่าสนใจ
ส่วนทีมศิลปินที่เลือกมาหลัก ๆ งานแต่ละชิ้นผมเคยเห็นผ่านตามาก่อน แต่ด้วยบทสนทนาที่ดำเนินไประหว่างทำนิทรรศการทำให้เกิดเป็นงานชิ้นใหม่ ๆ ขึ้นมา หรือเกิดเป็นงานต่อยอดความคิดบางอย่าง ผมคิดว่าสิ่งที่ผมพยายามจะทำในงานนิทรรศการคือพยายามขยายขอบเขตวิธีการมองสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าภาพเคลื่อนไหวหรือแอนิเมชัน นิทรรศการนี้ในจุดหนึ่งพยายามนำเสนอการขยายขอบเขตของสื่อนั้น ๆ อาจเป็นการนับรวมแอนิเมชันกับภาพยนตร์ไทยเข้าด้วยกัน ปกติมีการแยกชัดเจนว่านี่เป็นหนังการ์ตูน นี่เป็นหนังไทย มีเส้นแบ่งระหว่างสื่อหนึ่งกับอีกสื่อหนึ่ง ผมคิดว่าความพยายามพูดถึงการขยายขอบเขตอะไรแบบนี้ อาจทำให้เส้นแบ่งระหว่างสิ่งหนึ่งกับสิ่งหนึ่งมันพร่าเลือนบ้างก็เป็นได้
สิทธิกร ขาวสะอาด
คอยแต่บุญเผิ่นค้ำการบ่ทำมันบ่แมน

งานชิ้นนี้เป็นโปรเจกต์ที่ต่อเนื่องมาพักใหญ่แล้ว เริ่มจากผมสะดุดใจกับประโยคท่อนหนึ่งของเพลง “กสิกรแข็งขัน” ท่อนที่บอกว่า “อยู่ระหว่างดินฟ้า ถึงแดดจ้า ฝนพรำก็ทำไป” พูดถึงชีวิตเกษตรกรรมที่อยู่ระหว่างดินกับท้องฟ้า ผมเก็บไอเดียนี้มาตั้งแต่ก่อนโควิด พอเราได้กลับมาที่อีสานก็เลยได้ใช้เวลากับแลนด์สเคปเยอะขึ้น พอณัท (ภัณฑารักษ์) ชวนมาทำงานก็เลยเสนอว่า อยากเอาตัวนี้กลับมาทำใหม่
ชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ผมชอบขี่มอเตอร์ไซค์ไปดูแลนด์สเคปอยู่แล้ว การเกิดขึ้นของงานชิ้นนี้คือมีวันหนึ่งที่ผมไปแถวร้อยเอ็ด แล้วไปคุยกับชาวบ้าน มีประโยคหนึ่งที่เขาบอกว่า “ฝนจะมาแล้ว” เขาก็แหงนหน้ามองบนท้องฟ้า “ฝนจะมาแล้วต้องรีบเตรียมไม่ให้น้ำท่วม” เราก็เลยเกิดไอเดียว่าระหว่างกลางดินกับฟ้า มันมีแรงกดอากาศอะไรบางอย่างอยู่ เลยเขียนรูปท้องฟ้าขึ้นมาเพื่อจะเปลี่ยนท้องฟ้าจากอากาศที่มีมวลเบานุ่มเป็นท้องฟ้าที่มีความหนัก อีกส่วนหนึ่งคือผมชอบไปไหว้พระ แล้วมีพระรูปหนึ่งพูดประโยคนี้ขึ้นมา “มัวแต่คอยบุญวาสนาไม่ได้ ต้องขยัน”
ในทางเทคนิค เริ่มจากอาร์ไคฟ์รูปถ่ายที่ผมถ่ายภาพแลนด์สเคปเก็บไว้เรื่อย ๆ แต่อีกใจหนึ่งเราก็กำลังทำจิตรกรรมอยู่ เลยเกิดเป็นสองเทคนิคคือ เทคนิคของภาพถ่าย กับการ painting ด้วยสีอะคริลิก เอามารวมกัน ผสมผสานระหว่างตัวสีอะคริลิกกับดินที่อยู่ในไซต์ เช่น ทุ่งนา ส่วนตัวภาพถ่ายแลนด์สเคป ผมคำนวณสเกลจากทุ่งนาตรงนั้น ที่เกิดเหตุที่เราได้แรงบันดาลใจ วัดระหว่างทางจากจุดนั้นมายังกระทรวงเกษตรฯ ที่กรุงเทพฯ แล้วเอามาถอดสเกลเพื่อเป็นขอบเขตของพื้นที่งาน เราพยายามเชื่อมระหว่างสิ่งเหล่านี้ งานนี้เป็นเรื่องของระยะด้วย ระยะระหว่างคน ดิน ท้องฟ้า ระยะระหว่างความจริง

ตอนแรกผมไม่มีข้อมูลของ คุณปยุต เงากระจ่าง เลย แต่พอพูดคุยแลกเปลี่ยนกับณัท เขาบอกว่า คำว่า “หลังเหตุมหัศจรรย์” สำหรับณัทคืออุบัติเหตุทางความคิด เช่น เดินทางไปแล้วมันเกิดอุบัติเหตุที่เราควบคุมไม่ได้ สำหรับผมอาจเป็นการขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปเพราะแค่อยากดูทิวทัศน์ แต่เกิดอุบัติเหตุได้ไปคุยกับชาวบ้านหรือคุยกับพระ ตรงนี้เลยเชื่อมโยงกับ “หลังเหตุมหัศจรรย์”
สิกานต์ สกุลอิสริยาภรณ์
Rehearsal for the Missing Parts [5,7,9-12]

ชื่องาน Rehearsal for the Missing Parts เพราะเราไม่ได้มองว่ามีเรื่องเล่าที่หายไป ไม่ได้มองว่าเรากำลังสร้าง narrative (เรื่องเล่า) บางอย่าง เราคิดว่าเราสนใจความเป็น gap (ช่องว่าง) เช่น ถ้าจินตนาการหน้าหนังสือหนึ่งกับอีกหน้าหนึ่ง หน้าที่ 1 กับหน้าที่ 2 เหมือนความเป็นไปได้มันถูกขยายออก เหมือนช่องระหว่างหน้ามันถูกถ่างออก เราสนใจตรงความคิดนั้น (งานของสิกานต์เป็นงานวัตถุจัดวาง รวมทั้งแทรกหน้าสมมติลงในหนังสือ)
วิธีการแทรกหน้าในหนังสือ เหมือนกับว่าครั้งที่สองที่แสดงงานลักษณะนี้ ทำไมเราไม่เขียนขึ้นมาใช่ไหม? เรารู้สึกว่าวิธีการแทรกมันเหมือนอีกวิธีการหนึ่งในการสร้าง narrative หมายถึงการที่เรื่องเล่าเรื่องหนึ่งจะถูกสร้าง มันจะถูกสร้างขึ้นมาแบบนี้ เราคิดว่าฟอร์มของ “การแทรก” เหมือนมาย้อนคิดทีหลังและไม่ได้คิดก่อนที่จะทำ ฟอร์มของการแทรกมันสร้างเนื้อหาของ narrative ที่แตกต่างไปจากแบบการเขียนบางสิ่งมาตั้งแต่ต้น เราคิดว่ามันเป็นเนื้อเรื่องที่มีอยู่แล้วแต่ก็ไม่ได้มีอยู่ด้วย คนดูก็รู้อยู่แล้วว่าเราอุปโลกน์มันขึ้นมา มันมีความรู้สึกก้ำกึ่งอะไรบางอย่างที่ยังได้รับอนุญาตให้ปรากฏในชิ้นงาน มีหนังสือเล่มหนึ่งเป็นหนังสือที่เราเคยอ่านตอนเด็ก เป็นหนังสือที่เราชอบ เรารู้สึกว่าการแทรกเล่มนั้นมันทำงานเหมือนมีไทม์แมชชีนที่ย้อนเวลาไปเปลี่ยนเรื่องนั้นเรื่องนี้ แล้วปัจจุบันจะเปลี่ยนตามไปด้วย

กระบวนการของงานศิลปะมักมีอะไรที่เกิดโดยไม่คาดคิดแล้วเราบังเอิญไปเห็น แล้วก็กลิ้งไปตามมัน ชีวิตก็เป็นอย่างนั้น มันคือ incident (เหตุการณ์) พอได้คุยกับภัณฑารักษ์ สิ่งที่เราสนใจคือจุดเปลี่ยนของ incident จุดพลิกหมุนระหว่างการเป็นผู้รับ หมายถึงว่าการเป็นผู้รับและผู้สร้าง narrative เราคิดว่ามันแทบจะเป็นสิ่งเดียวกันในกระบวนการรับและการสร้าง แต่ในขณะเดียวกันเราก็รู้สึกว่ามันมีเรื่องของ awareness (การรับรู้) เมื่อคนดูถอยออกมาเพื่อให้เห็น narrative ซึ่งเรารู้สึกว่าอาจเรียกว่าจุดหมุนหรือ incident ก็ได้ อย่างเช่นในชิ้นงานที่ทำให้เห็นด้านหลัง เรารู้สึกว่ามันมีจุดของการออกไปจากที่ที่ถูกสร้างขึ้น สิ่งนั้นจะเรียกว่าเป็น incident แบบหนึ่งก็ได้เช่นกัน
นิพันธ์ โอฬารนิเวศน์
A Perfect Place

ปกติสนใจเรื่องพื้นที่อยู่แล้ว การทำงานแบบหนึ่งคือการพาตัวเองไปในที่ต่าง ๆ นักโบราณคดีอาจเรียกไปลงฟิลด์ แต่สำหรับผมการสำรวจในแนวระนาบพื้นหมายถึงผมสามารถพาตัวเองเข้าไปในพื้นที่ได้ แล้วปกติชอบถือกล้อง หมายถึงเราอยู่ในโลกที่กล้องอยู่ในมือเราแล้ว ทุกอย่างอาจสะดวกในแง่ที่กล้องช่วยบันทึกการเห็นของเรา ถามว่าสิ่งที่ผมสนใจคืออะไร ก็คือพาตัวเองไปที่ต่าง ๆ แล้วดูสิ่งละอันพันละน้อยรอบ ๆ ตัวว่ามันมีอะไรกระทบความคิด กระทบใจเรา หรือว่ากระทบความรู้สึก
งานสามชิ้นในชุดนี้อาจมีกรณีเฉพาะ อย่างชิ้นแรกที่เป็นภาพนกเขา ที่พิเศษเพราะมันคือช่วงเวลาที่โควิดระบาด ผมอยู่กรุงเทพฯ ด้วยความรู้สึกไม่ปลอดภัยหรืออะไรก็แล้วแต่ ตอนนั้นบังเอิญว่าบ้านแฟนอยู่ที่ชุมพร ก็ใช้โอกาสช่วงนั้นลงไปทางใต้ สถานการณ์ในเวลานั้นเราเห็นคนล้มตาย สิ่งที่มันทำให้เรารู้สึกไม่ปลอดภัยคือเราไปที่ไหนก็แล้วแต่ เราไม่เจอคน เจอแต่แลนด์สเคป นึกออกไหม พูดง่าย ๆ เราเจอแต่แบ็กกราวนด์ เราไม่ได้เจอ figure เจอแต่ ground ถ้าผมจำไม่ผิด กลุ่มเสาไฟที่เห็นในงานมันนอนเกลื่อนเลย เนื่องจากเขาปลดระวาง ทางการเขาก็เอาไปไว้ที่ที่หนึ่ง ตอนนั้นไม่ค่อยมีคนสัญจร ผมขี่จักรยานแล้วก็ตระเวนไป พอเห็นเสาไฟนอนเกลื่อน สำหรับผมมันเป็นพื้นที่ประหลาด ๆ สิ่งหนึ่งที่ผมทำได้ตอนนั้นคือถ่ายเก็บไว้ทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว จนถึงวันหนึ่งก็มาคิดว่าจะต้องทำงานอะไรสักอย่าง แน่นอนมันไม่ใช่แค่รูป มันไม่ใช่แค่ภาพ มันยืนยันพื้นที่ที่เราไป ในขณะเดียวกันมันเป็นพยานของภาวะทางความคิด เมื่อเราอยากจะทำให้สิ่งที่เราเห็น พื้นที่ที่เราเห็น ความสัมพันธ์ต่าง ๆ ของอะไรก็แล้วแต่ที่เริ่มต้นจากตัวเราไปจนถึงสิ่งที่เรามอง มันมีหมอก มันมีรูพรุน แล้วมันทำงานกับเรา เราไม่ได้เรียกว่าจำลอง แต่อยากจะทำให้มันมีอยู่ เพราะฉะนั้นมันถึงมีการ manipulate (ขยับองค์ประกอบ) ข้างในบางชิ้น ตัวอย่างงานภาพนก เรื่องนั้นเป็นการ manipulate ไปเลย เราจำได้ว่าเราคิดอะไรอยู่ตอนเห็นภาพนั้น เราได้ยิน เราเห็นการนอนเกลื่อน เราได้ยินเสียงลมหายใจบางอย่าง เพราะฉะนั้นเราอยากจะได้ภาพที่จับภาวะทางความคิดของเราในตอนนั้น ก็เลยพยายามทำแบบนั้น

ตอนที่ภัณฑารักษ์ชวน ผมก็นั่งใช้ความคิด แล้วพอเห็นเนื้อหาที่ณัทเขียนความคิดเขาส่งมาให้ดู ก็คิดว่ามันลงรอยกันอยู่พอสมควร ถ้าภัณฑารักษ์กำลังจะพูดถึง “ฉากหลัง” วันที่เราไปเผชิญหน้ากับแลนด์สเคปมันไม่ต่างจากการที่เราไปดู “ฉาก” เลย เพราะมันไม่มี figure หรือถ้ามีก็น้อยมาก เพราะทุกคนถูกกักบริเวณอยู่ คือผมแอบออกไปน่ะ เราอาจเป็นคนดู หรือเราอาจจะเป็น figure ที่อยู่เบื้องหน้าฉากตรงนั้นก็แล้วแต่ พอคิดแบบนี้เราคิดว่ามันสนุกดี
อัญชลี อนันตวัฒน์
Twerking Title

เคยมีโอกาสเคยได้ใช้เครื่อง multiplane camera ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่สร้างขึ้นมาเพื่อถ่ายทำแอนิชันแบบวาดมือให้มีความสมจริงเพิ่มมากขึ้น ตอนเรียนที่ออสเตรเลียและได้ใช้เครื่องจริง ๆ ตอนนั้นไม่ได้คิดหรือเข้าใจว่าเครื่องมันพิเศษเท่าไร ตอนนั้นปี 2549 เป็นยุคก้ำกึ่งจากแอนะล็อกกำลังจะมาเป็นดิจิทัล ทุกคนก็ทำแอนิเมชันในคอมพิวเตอร์ แต่ว่าตอนนั้นเลือกใช้เครื่อง multiplane camera ต้องอธิบายว่าเครื่องมันจะเป็นเหมือนแผ่นกระจกใส 4-5 ชั้น เรียงกันเป็นแนวตั้งที่ศิลปินสามารถขยับแต่ละชั้นได้อย่างเป็นเอกเทศซึ่งกันและกัน ซึ่งมันก็ช่วยให้การทำแอนิเมชันง่ายและสมจริงขึ้น พอกลับมาทำงานที่เมืองไทยไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำแอนิเมชันเท่าไร เพราะมีความคิดมาตลอดว่าการทำแอนิเมชันเป็นงานที่ค่อนข้างโดดเดี่ยว
ที่ภัณฑารักษ์ติดต่อมาให้ร่วมแสดง เพราะว่าเขามีโอกาสได้เห็นภาพ painting ที่เคยทำ เป็นภาพวาดฉากหลังจากแอนิเมชันเรื่องแรกของโลก ซึ่งจริง ๆ แล้วมันมีตัวละครอยู่ตรงกลางฉากนี้ด้วย แต่ว่าตอนที่เลือกเอามาวาดเป็น painting รู้สึกว่าฉากมันสวยมากเลยโดยไม่ต้องมีตัวคาแรกเตอร์ก็ได้ เราสนใจความเป็นฉากตรงนั้น เมื่อภัณฑารักษ์เห็นภาพชิ้นนี้ เลยคุยกันถึงไอเดียและโชว์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับงานของ อาจารย์ปยุต เงากระจ่าง ตรงนี้ก็นึกถึงเรื่องเทคนิคที่เรียกว่า Parallax ซึ่งเป็นการใช้ multiplane camera เพื่อสร้างภาพ เลยเกิดเป็นไอเดียว่า โอเค อยากจะลองทำ multiplane camera ดูเหมือนกัน โดยไม่ได้ใช้มันสำหรับการถ่ายทำแอนิเมชัน แต่ใช้เพื่อทำให้เห็นว่าถ้าเราแยกฉากหนึ่งฉากออกมาเป็นหลายเลเยอร์เราจะเข้าใจมันได้อย่างไรบ้าง พอช่วงที่ค้นคว้าเกี่ยวกับเทคนิคถึงได้ค้นพบว่า การใช้ multiplane camera ฉากมันจะแบนระนาบกันไปหมดเลย แต่ตัวละครจะช่วยเติมความสมจริงให้กับเรื่องทั้งเรื่อง จึงออกมาเป็นผลงาน สามชิ้นนี้ เรียกว่าเป็นกึ่ง ๆ งาน installation ทั้งที่ปกติจะทำงานจิตรกรรมไปแขวนผนังอย่างเดียวเลย แต่อยากลองทำเทคนิคใหม่ อย่างชิ้นที่เป็นกระจกวางบนโต๊ะก็แก้และพัฒนารูปแบบหลายครั้งอยู่

ชื่องาน Twerking Title ก็เพราะตัวลี (อัญชลี) เป็นคนไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไรแล้วก็ทะเล้นทะลึ่ง หลาย ๆ ครั้งเวลาไปสอนนักศึกษา เราก็จะบอกเสมอว่าข้อแตกต่างของแอนิเมชันกับหนังอยู่ที่ว่าแอนิเมชันทำสิ่งที่หนังทำไม่ได้ มันมีความมหัศจรรย์บางอย่างที่เราสามารถควบคุมมันได้เอง จริง ๆ ก็อยากทำ twerk (ท่าเต้นที่ต้องกระดกส่วนบั้นท้าย) แต่ตัวเองก็ทำไม่ได้ เลยลองหัดวาดตัวละครที่มัน twerk โดยหวังว่ามันอาจไปเต้นอยู่ในฉากได้
---------------------------------------------------------------
นิทรรศการ “หลังเหตุมหัศจรรย์” (After the Incident) เปิดให้เข้าชมทุกวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 9.30 น. - 17.30 น. ณ ห้องนิทรรศการชั้น 2 อาคารสรรพสาตรศุภกิจ หอภาพยนตร์ ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชม จัดแสดงถึงวันที่ 26 เมษายน 2569 รายละเอียดเพิ่มเติม<<คลิก>>
ที่มา: จดหมายข่าวหอภาพยนตร์ ฉบับที่ 92 ประจำเดือนมีนาคม-เมษายน 2569