La Scala ลา สกาลา บทอำลาโรงภาพยนตร์สแตนด์อโลนแห่งสุดท้ายของกรุงเทพมหานคร

เรื่องราวของสกาลา โรงภาพยนตร์อันโอ่อ่าที่เคยเป็น “ราชาโรงหนังแห่งสยาม” จากสถานที่ที่เคยเปรียบเสมือนสโมสรอันหรูหราให้ผู้คนได้นัดกันแต่งตัวสวยงามเพื่อมาดูหนัง ได้แปรสภาพเป็นดั่งวิหารทางภาพยนตร์อันเก่าแก่ ที่แทบจะคงรูปแบบดั้งเดิมนับแต่วันแรกฉาย ก่อนที่จะต้องปิดฉากบทสุดท้ายในวันที่ 5 กรกฎาคมนี้
---------


โดย พุทธพงษ์ เจียมรัตตัญญู
*ตีพิมพ์ครั้งแรกในจดหมายข่าวหอภาพยนตร์ ฉบับที่ 58 กรกฎาคม-สิงหาคม 2563


ท่ามกลางวิบากกรรมที่ธุรกิจภาพยนตร์ทั่วประเทศต้องเผชิญจากการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หนึ่งในข่าวร้ายที่ทำให้แฟนหนังในเมืองไทยต่างพากันใจหายมากที่สุด คือข่าวการยุติการฉายภาพยนตร์ของโรงภาพยนตร์สกาลาที่แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน จนสร้างความแตกตื่นให้ผู้คนในโลกออนไลน์ราวกับเกิดโศกนาฏกรรมย่อย ๆ

โรงภาพยนตร์สกาลา เปิดทำการเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2512 โดย คุณพิสิฐ ตันสัจจา “Showman” คนสำคัญของเมืองไทย ผู้ประสบความสำเร็จจากการบริหารโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทย จนได้รับการชักชวนให้มาช่วยพัฒนาที่ดินบริเวณสี่แยกปทุมวันของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่นี่ คุณพิสิฐได้ลงทุนสร้างโรงภาพยนตร์ที่ทันสมัยขึ้นมาเริ่มจากสยาม ในปี 2509 และลิโด ปี 2511 ก่อนจะมาถึงสกาลา ซึ่งเป็นโรงสุดท้าย แต่เป็นโรงที่เขาตั้งใจจะเนรมิตให้สวยงามที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้สถาปัตยกรรมอันวิจิตรบรรจง จึงกลายเอกลักษณ์อันโดดเด่นของสกาลาเสมอมา ตัวโรงนั้นประกอบขึ้นจากการออกแบบในสไตล์อาร์ตเดโคของ พันเอก จิระ ศิลป์กนก สถาปนิกชื่อดัง มองไปด้านในจะเห็นบันไดขนาดใหญ่อันเป็นที่มาของชื่อ “Scala” ที่แปลว่า “บันได” ในภาษาอิตาลี ยืนสง่าต้อนรับคู่กับโคมไฟระย้าทรงหยดน้ำค้างแข็งขนาดยักษ์ และพาให้เดินขึ้นไปสู่โถงหน้าโรงภาพยนตร์ ที่ผสมผสานงานศิลปะระหว่างตะวันตกกับตะวันออกไว้ด้วยกัน ทั้งเพดานประดับแฉกลายสีทองอันกลมกลืนไปกับเสาคอนกรีตโค้งที่ตั้งอยู่เรียงราย โดยมีงานปูนปั้นที่แสดงถึงความบันเทิงของเอเชีย ทั้งบาหลี ญี่ปุ่น จีน อินเดีย และไทย รวมตัวกันอยู่บนผนัง งานตกแต่งภายในทั้งหมดของโรงภาพยนตร์นี้ เป็นผลงานของชาวฟิลิปปินส์ 2 คน คือ Mr. Ver Manipol และ Mr. Fred Pedring ซึ่งเชี่ยวชาญในด้านตกแต่งและปูนปั้น

หลังจากที่สกาลาและโรงหนังอีกสองโรงก่อนหน้าของคุณพิสิฐ หรือบริษัทเอเพกซ์ ได้ค่อย ๆ นำพาความคึกคักมาสู่พื้นที่ที่เคยเงียบเหงา จนเป็นส่วนสำคัญให้ที่แห่งนี้เติบโตเป็นทำเลทองทางธุรกิจที่เจริญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ยุคสมัยอันรุ่งเรืองของโรงหนังขนาดใหญ่แบบโรงเดี่ยวหรือสแตนด์อโลนกลับเริ่มเสื่อมลง แต่สามทหารเสือแห่งย่านสยามสแควร์ยังคงยืนหยัดอยู่รอดมาได้นานกว่าอีกหลายโรงภาพยนตร์ร่วมรุ่น ก่อนที่ในปี 2553 สยามจะถูกไฟผลาญไปในระหว่างวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่ทางการเมือง ส่วนลิโดที่ปรับตัวเป็นโรงหนังมัลติเพล็กซ์มาตั้งแต่ปี 2537 ก็ได้เปิดโรงฉายรอบสุดท้ายภายใต้การบริหารของบริษัทเอเพกซ์ไปเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา ทิ้งให้สกาลาได้ “สแตนด์อโลน” หรือยืนอยู่โดดเดี่ยวอย่างแท้จริง ท่ามกลางโรงหนังและรูปแบบการชมภาพยนตร์ใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง




จากยุคของโรงหนังสแตนด์อโลนสู่มัลติเพล็กซ์ ฟิล์มสู่ดิจิทัล วิดีโอสู่สตรีมมิง สกาลาได้ตั้งตระหง่านผ่านมรสุมความเปลี่ยนแปลงหลายลูกในหน้าประวัติศาสตร์ จนกระทั่งตัวโรงได้กลายเป็นประวัติศาสตร์ไปเสียเอง ปัจจุบัน สถานที่ที่เคยเปรียบเสมือนสโมสรอันหรูหราให้ผู้คนได้นัดกันแต่งตัวสวยงามเพื่อมาดูหนัง ได้แปรสภาพเป็นดั่งวิหารทางภาพยนตร์อันเก่าแก่ ที่แทบจะคงรูปแบบดั้งเดิมนับแต่วันแรกฉาย ทั้งรูปลักษณ์ภายนอก ชุดสูทสีเหลืองโดดเด่นของพนักงาน ตั๋วกระดาษแบบเก่าและระบบขายตั๋วที่ไม่ใช้เทคโนโลยี รวมไปถึงการเปลี่ยนชื่อหนังที่ป้ายมาร์คีหน้าโรง

“ความปรกติเก่า” ที่กลายเป็นของแปลกตาสำหรับคนดูหนังรุ่นใหม่เหล่านี้ ได้ขับให้สกาลามีสถานะแตกต่างไปจากโรงหนังอื่น ๆ ในเมืองไทย นอกจากการเป็นสถานที่จัดเทศกาลหรือฉายภาพยนตร์รอบพิเศษอยู่เสมอ สกาลายังได้รับรางวัลอนุรักษ์สถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี 2555 จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ และเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2562 หอภาพยนตร์ร่วมกับหน่วยงานจัดกิจกรรมวันมรดกโสตทัศน์โลก ครั้งที่ 14 ได้นำป้ายจารึกในฐานะสถานที่สำคัญทางมรดกโสตทัศน์ไปประดับไว้ที่โรงภาพยนตร์แห่งนี้ เนื่องในวาระครบรอบ 50 ปีของโรงภาพยนตร์สแตนด์อโลนแห่งสุดท้ายในกรุงเทพมหานครที่ยังคงเปิดทำการ

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความโอ่อ่าที่เคยทำให้สกาลามีฐานะเป็น “ราชาโรงหนังแห่งสยาม” กลับเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่นำบริษัทเอเพกซ์ไปสู่ความสุ่มเสี่ยงทางธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อเลิกกิจการโรงภาพยนตร์ลิโด พวกเขาเหลือเพียงโรงหนังแห่งสุดท้าย ซึ่งมีขนาดกว่า 900 ที่นั่ง ให้จัดโปรแกรมได้เพียง 5-6 รอบต่อวัน สวนทางกับโรงหนังมัลติเพล็กซ์ขนาดเล็กมากมายที่สามารถจัดสรรพื้นที่ฉายได้หลายรอบ ในขณะเดียวกัน ยังมีระบบสตรีมมิงที่นับวันยิ่งดึงผู้คนให้ดูหนังอยู่บ้านอย่างสะดวกง่ายดาย และเมื่อโรคระบาดโควิด-19 ย่างกรายเข้ามาตั้งแต่ช่วงต้นปี ยอดผู้ชมก็ยิ่งลดน้อยลง ซ้ำยังต้องปิดทำการไปกว่า 2 เดือน ทั้งหมดนี้กลายเป็นตัวเร่งให้สกาลาที่ผ่านร้อนหนาวมายาวนาน ต้องถึงคราวเกษียณตัวเองออกจากการเป็นโรงภาพยนตร์ถาวร



ภายหลังจากรัฐอนุญาตให้โรงภาพยนตร์ต่าง ๆ กลับมาเปิดทำการได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน พร้อมด้วยมาตรการหลักคือ ห้ามมีจำนวนผู้ชมเกิน 200 ที่นั่ง ซึ่งเป็นเพียงประมาณ 1 ใน 4 ของจำนวนที่นั่งในสกาลา หอภาพยนตร์ในฐานะหน่วยงานที่เช่าพื้นที่จัดกิจกรรมฉายหนังคลาสสิก ทึ่ง! หนังโลก ยาวต่อเนื่องไปจนสิ้นปี ก็ได้รับแจ้งจากผู้บริหารของโรงภาพยนตร์ว่า จำต้องตัดสินใจยุติบทบาทลง เพราะไม่สามารถแบกภาวะขาดทุนภายใต้เงื่อนไขและสถานการณ์ท่ามกลาง “ความปรกติใหม่” ที่เกิดจากพิษภัยของโรคระบาดครั้งนี้ได้ เดิมทีนั้น สกาลามีสัญญาเช่าพื้นที่จนถึงสิ้นปีนี้ ซึ่งโรงภาพยนตร์ต้องไปเจรจาหาทางออกกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในขณะที่หอภาพยนตร์ก็ต้องปรับเปลี่ยนโปรแกรม ทึ่ง! หนังโลก ที่วางแผนฉายที่นี่ไปจนถึงเดือนธันวาคม กลายเป็นโปรแกรม “La Scala ลา สกาลา” โปรแกรมอำลาสถานะความเป็นโรงภาพยนตร์ของสกาลาแทน

ภาพยนตร์ในโปรแกรมที่จัดขึ้นอย่างที่ผู้จัดและผู้ชมแทบไม่ทันตั้งตัวนี้ ประกอบไปด้วย Blow-Up ผลงานชนะเลิศเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ประจำปี 2510 ของผู้กำกับชั้นครูชาวอิตาเลียน มิเคลันเจโล อันโตนิโอนี ที่เคยจัดอยู่ในโปรแกรมทึ่ง! หนังโลก เดือนพฤษภาคม ก่อนจะถูกงดฉายไป และ Cinema Paradiso  หนังแห่งการเฉลิมฉลองความเป็นโรงภาพยนตร์เรื่องดังจากอิตาลี ซึ่งเดิมวางแผนเป็นโปรแกรมปิดท้าย ทึ่ง! หนังโลก ในเดือนธันวาคม นอกจากนี้ยังมีภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับโรงหนังสแตนด์อโลนในเมืองไทย 2 เรื่อง คือ นิรันดร์ราตรี Phantom of Illumination สารคดีเชิงทดลองปี 2560 ของผู้กำกับ วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย ที่ถ่ายทอดชีวิตของพนักงานฉายประจำธนบุรีรามา หลังจากโรงหนังแห่งนี้ต้องปิดตัวลง และ The Scala สารคดีบอกเล่าเบื้องหลังคนทำงานในโรงภาพยนตร์สกาลา กำกับโดย อาทิตย์ อัสสรัตน์ เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เอเชีย โดยเทศกาลภาพยนตร์ปูซาน เมื่อปี 2559 

“La Scala ลา สกาลา” จะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 4 และอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม โปรแกรมพิเศษนี้ถือเป็นภารกิจการฉายหนังครั้งสุดท้ายของโรงภาพยนตร์สกาลา ในนามของบริษัทเอเพกซ์ ผู้ก่อตั้ง เพื่อรูดม่านปิดฉากตำนานอันยืนยาวมากว่าครึ่งศตวรรษ เหลือไว้แต่เพียงภาพความสวยสง่าและบรรยากาศที่แสนมีเสน่ห์ ซึ่งยังคงสว่างไสวอยู่ในความทรงจำร่วมของผู้คนหลายต่อหลายรุ่น แม้แสงแห่งเครื่องฉายกำลังจะดับลาไปแล้วก็ตาม

- อ่านรายละเอียดโปรแกรม La Scala <<คลิก>>

คำโฆษณาหนังโปรแกรมสุดท้ายที่สกาลา ของ สุชาติ...

2 ก.ค. 63  บทความ

รู้จักกับ สุชาติ วุฒิวิชัย ครีเอทีฟคนสำคัญของเมืองไทย ผู้ร่วมงานกับบริษัทเอเพกซ์มายาวนานกว่า 50 ปี ทั้งในฐานะคนจัดโปรแกรมหนังและประชาสัมพันธ์ ทั้งยังม...

อ่านรายละเอียด

New Normal ภาพยนตร์ในเมืองไทย

26 มิ.ย. 63  บทความ

สถานการณ์ภาพยนตร์ในเมืองไทย ท่ามกลาง New Normal หรือ “ความปรกติใหม่” ทั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและกฎระเบียบของสังคม การเว้นระยะห่าง และมาตรการการให้บร...

อ่านรายละเอียด

ปฏิบัติการถ่ายหนังวันปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475...

24 มิ.ย. 63  บทความ

24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรได้ทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย เหตุการณ์สำคัญที่สุดเหตุการณ์หนึ่งในประวัต...

อ่านรายละเอียด

ศุภชัย วอทอง ช่างไทยผู้จำลอง “ซีเนมาโตกราฟ” ป...

12 มิ.ย. 63  บทความ

เบื้องหลังการสร้างแบบจำลองซีเนมาโตกราฟ – ประดิษฐกรรมภาพยนตร์ยุคบุกเบิกของโลกที่กลายเป็นของหายาก – อันเป็นภารกิจสุดท้าทายของ ศุภชัย วอทอง ช่างกลึงไทยผู...

อ่านรายละเอียด

เปิดห้องผู้จัดการโรงหนังอลังการ อ่านชีวิต เนย...

4 มิ.ย. 63  บทความ

เรื่องราวชีวิตอันเข้มข้นของ เนย วรรณงาม คนภาพยนตร์ 5 แผ่นดิน ผู้ยืนหยัดต่อสู้อยู่ในธุรกิจโรงภาพยนตร์แบบเก่า ซึ่งไต่เต้าขึ้นมาจากช่างเขียนป้ายโฆษณา จนก...

อ่านรายละเอียด

จาก ปยุต เงากระจ่าง ถึง เสน่ห์ คล้ายเคลื่อน ผ...

27 พ.ค. 63  บทความ

ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยบันทึกไว้ว่า ปยุต เงากระจ่าง เป็นผู้สร้างสรรค์ภาพการ์ตูนเคลื่อนไหว หรือ “หนังการ์ตูน” ได้สำเร็จเป็นคนแรกของไทย ด้วยผลงานเรื่อง...

อ่านรายละเอียด