เชิด ทรงศรี ที่ลืมไม่ลง

ความทรงจำอันงดงามจาก สิทธิรักษ์ ตุลาพิทักษ์ นักวิจารณ์ภาพยนตร์ ที่มีต่อ เชิด ทรงศรี ผู้กำกับหนังไทยผู้เป็นที่รักของผู้คนทุกรุ่นและทุกวงการ
----------


โดย สิทธิรักษ์ ตุลาพิทักษ์
*ตีพิมพ์ครั้งแรกในจดหมายข่าวหอภาพยนตร์ ฉบับที่ 35 กันยายน-ตุลาคม พ.ศ. 2559

ผมคงจะเหมือนคนดูหนังไทยอีกมากมายก่ายกอง ที่รู้จักชื่อเสียงความโด่งดังของผู้กำกับ เชิด ทรงศรี จาก แผลเก่า (2520) ผลงานหนังที่สร้างชื่อมากที่สุดและยืนยงคงกระพันในใจนักดูหนังไทยตลอดมา หากพิจารณาจากไทม์ไลน์ ต้องยอมรับว่าชีวิตผมกับคุณเชิด แทบจะไม่น่าต้องมาเกี่ยวข้องรู้จักมักจี่คุ้นเคยกันได้เลย ปีที่คุณเชิดระบือลือลั่นสนั่นบางกับ แผลเก่า ผมยังเป็นแค่เด็กนักเรียนประถม 6 ในโรงเรียนบ้านนอกกันดาร จังหวัดชัยภูมิ ถึงแม้ว่าผมอาจจะเคยดูหนังคุณเชิดมาก่อนหน้านั้น ไม่ว่าจะเป็น พ่อปลาไหล (2514) ความรัก (2516) หรือ พ่อไก่แจ้ (2520) แต่คงเพราะน่าจะเด็กเกินกว่าจะจำจดอะไรได้ หรือความโด่งดังของหนังเหล่านั้นเทียบไม่ได้เลยกับ แผลเก่า ผมก็ไม่ต่างจากเด็กบ้านนอกทั่วไป แตกตื่นฮือฮากับชะตากรรมความรักของไอ้ขวัญ-อีเรียม แห่งท้องทุ่งบางกะปิ

กระทั่งผมกลายเป็นเด็กหนุ่มต่างจังหวัดเข้ามาเรียนกรุงเทพฯ ผมรู้จักคุณเชิดกับหนังเรื่อง พลอยทะเล (2530) โดยก่อนหน้านั้นทั้ง เลือดสุพรรณ (2523) และ เพื่อนแพง (2526) ผมยังเรียนมัธยมปลายอยู่ที่ขอนแก่น แล้วผมก็มาเห็นตัวเป็น ๆ ของคุณเชิดจริงจังครั้งแรก ตอนคุณเชิดไปโปรโมต ทวิภพ (2533) ที่โรงหนังสยาม สยามสแควร์ แต่ก็เป็นระยะห่างที่ไม่ได้คุ้นเคยจริงจัง รู้จักตัวตนของคุณเชิดก็ตอนชมรมวิจารณ์บันเทิงจัดงานสัปดาห์หนังไทยยอดเยี่ยม ประจำปี 2533 และ ทวิภพ ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงหลายรางวัล คุณเชิดก็ไปร่วมงานด้วย ภาพถ่ายคุณเชิดครั้งแรกนั้น ผมบันทึกได้ตรงบันไดทางขึ้นหอประชุมชั้นสองของเอยูเอ ผมเรียก คุณเชิดครับ คุณเชิดหันกลับมามอง ผมเลยได้ภาพนี้ไว้ คุณเชิดยิ้มแล้วบอกว่า เล่นกันตรงนี้เลยเหรอ นั่นคือครั้งแรกที่ได้พูดคุยกับผู้กำกับใหญ่เชิด ทรงศรี ของผม แต่ก็เป็นการพูดคุยสนทนาแบบไม่ได้รู้จักอย่างที่จะอาจหาญเรียก พี่เชิด เหมือนในเวลาต่อมา

ภาพ : เชิด ทรงศรี กับ สิทธิรักษ์ ตุลาพิทักษ์

ผมอาจหาญเรียกคุณเชิดว่าพี่เชิด เมื่อ สุภาพ หริมเทพาธิป กองบรรณาธิการหนังและวิดีโอ ชวนผมไปเยือน เชิดไชยภาพยนตร์ สำนักงานของพี่เชิด ประมาณสิงหาคมหรือกันยายน 2535 ผมไปในฐานะผู้ติดสอยห้อยตาม คือพอรู้ว่าสุภาพนัดหมายพูดคุยถามไถ่ถึงความคืบหน้าหนังใหม่ อำแดงเหมือนกับนายริด (2537) ผมเลยขอติดไปเที่ยวด้วย เพราะนั่นหมายถึงโอกาสไปเยือนถ้ำเสือของพี่เชิด

เชิดไชยภาพยนตร์ ตั้งอยู่ชั้นบนของอาคารพาณิชย์สามชั้น ตรงสี่แยกสุทธิสาร สิ่งที่เห็นเมื่อแรกก้าวขึ้นไป คือห้องหนังสือขนาดใหญ่ นวนิยายเรียงรายเต็มชั้นหนังสือขนาดสองชั้นเท่ากรอบหน้าต่าง มันบอกชัดเจนว่าที่นี่เป็นแหล่งทำงานของนักอ่าน และอย่าแปลกใจว่าทำไมคุณเชิดมีหนังสือนิยายมากมายก่ายกองเต็มตู้หนังสือไปหมด เพราะ ธม ธาตรี เป็นนามปากกาของคุณเชิดในยุทธจักรนักเขียนมายาวนาน

เมื่อสุภาพแนะนำว่าผมทำงานเป็นกองบรรณาธิการที่หนังและวิดีโอด้วยกัน พี่เชิดจำผมได้ (อันนี้ความจริงต้องยอมรับว่า พี่เชิดอาจจำไม่ได้แต่พี่เชิดจำไม่ผิด) ผมไม่ได้ไปสัมภาษณ์พี่เชิด จึงปล่อยให้สุภาพทำงานไป ส่วนผมก็เดินดูข้าวของในห้องทำงานพี่เชิดแทน ผมตื่นตาตื่นใจกับภาพเก่าของสามผู้กำกับระดับตำนาน คือภาพจากหนังสือพิมพ์ที่ถูกขยายให้ใหญ่ติดเต็มฝาผนังห้อง เป็นวันเปิดล้องหนังเรื่องแรกของพี่เชิด โนห์รา (2509) สามผู้กำกับ วิจิตร คุณาวุฒิ ส. อาสนจินดา และ สุพรรณ พราหมณ์พันธุ์ ให้เกียรติประเดิมกล้อง นี่คือภาพที่พี่เชิดภาคภูมิใจมากและภาพนี้เห็นเด่นชัดเสมอ แถมเก้าอี้นั่งประจำตัวพี่เชิดก็จะหันมองภาพนี้ตลอดเวลาที่นั่งทำงาน (คุณเชิดเป็นนักประชาสัมพันธ์ระดับเขี้ยวลากดินมาก นอกเหนือจากการวาดรูปการ์ตูนลายเส้นของตนเอง หากยังนำเสนอข่าวคราวของหนังที่ตนเองทำได้อย่างเก๋ไก๋มีรสนิยม)



สิ่งที่ผมรู้สึกตั้งแต่แรกคือ พี่เชิดให้เกียรติผู้มาก่อนเสมอ คือเคารพนับถือครูบาอาจารย์ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้เรื่องหนังให้ ไม่ใช่แค่เก็บอดีตเพื่อความภาคภูมิใจของตนเอง แต่พี่เชิดเชื่อในครู อันนี้เด่นชัดตลอดเวลาและตลอดมาที่ผมมีโอกาสพูดคุยด้วยในภายหลัง แน่นอนว่าอาจเพราะพี่เชิดอยู่มายาวนานในถนนบันเทิงประเทศนี้ พี่เชิดทำหนังตั้งแต่สมัยหนัง 16 มม. อยู่ข้ามกาลเวลามาเนิ่นนานในธุรกิจหนังไทย และน่าจะเป็นคนทำหนังสิบหกคนสุดท้ายที่ก้าวข้ามมาจนถึงปี 2544 กับหนังเรื่องสุดท้ายในชีวิต ข้างหลังภาพ

แต่ในเวลาเดียวกัน พี่เชิดเลือกคบเด็กเสมอ พี่เชิดมักคบหาพูดคุยกับเด็กรุ่นลูกหลานแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคนทำหนังรุ่นใหม่ เพราะพี่เชิดมักพูดเสมอว่า ถ้าผมไม่คบเด็ก ๆ รุ่นพวกคุณแล้ว ผมจะไปหาวิชาความรู้อะไรใหม่ ๆ ได้อย่างไร แน่นอนการไปดูหนังรอบสื่อมวลชนในระยะหลัง พี่เชิดเป็นกลุ่มก๊วนประจำของพวกเรา มีผม คุณประวิทย์ แต่งอักษร คุณมโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ และ คุณอุดม อุดมโรจน์ อีกคน การไปดูหนังของพี่เชิดไม่ได้ไปอย่างขาใหญ่ประกาศศักดาอวดตัวเอง ว่าผู้กำกับระดับตำนานมาดู พี่เชิดไปเงียบ ๆ และล่าถอยไปกินข้าวต้มรอบดึกกับพวกเราอย่างง่าย ๆ แล้วพี่เชิดดูหนังได้หมด ไทย จีน ฝรั่ง ญี่ปุ่น ไม่เกี่ยงเลย ความเป็นนักดูหนังนี่ต้องยอมรับจริง ๆ

เสน่ห์อย่างหนึ่งที่ได้เรียนรู้จากพี่เชิด คือจงเรียนรู้จากทุกคนที่อยู่รอบตัวคุณ พี่เชิดมักเป็นนักฟังมากกว่าจะพูด แกเคยให้ความเห็นว่า เพราะพี่เชิดอาวุโส อยู่มานาน ถ้าพูดก่อนออกความเห็นคนแรก หลายคนที่เป็นเด็กอาจรู้สึกว่าไม่กล้าแสดงความเห็นต่างหรือพูดความเห็นแย้ง จึงมักฟังเป็นส่วนใหญ่ จะพูดก็ต่อเมื่อทุกคนแสดงความเห็นกันหมดแล้ว หรือมีใครเจาะจงขอให้พี่เชิดแสดงความเห็นเพิ่มเติม แกถึงจะบอกเล่าสิ่งที่ตนเองคิด



จุดเด่นอันสุดท้ายที่ลืมไม่ลงของผมคือ พี่เชิดมักบอกว่าความสำเร็จที่ได้รับตลอดมาในชีวิตการทำหนัง เพราะมีครูดี เพื่อนดี และใครต่อใครล้วนช่วยเหลือเกื้อกูลการทำหนังของพี่เชิดเป็นอย่างดี แต่ผมคิดว่าเพราะพี่เชิดมีมิตรภาพงดงามและความรักที่มอบให้ใครต่อใครมากมาย คนหลายคนจึงยินดีทำงานร่วมกับพี่เชิด แน่นอนว่าเพราะพี่เชิดมาก่อนใคร ๆ เลยเป็นที่รู้จักกว้างขวาง แต่พี่เชิดก็ยึดมั่นทำเฉพาะในแนวทางที่ถนัดชัดเจนและเชื่อมั่น พี่เชิดไม่เคยหนีตัวเองไปทำในสิ่งที่ไม่รู้ หนึ่งในประโยคที่ผมได้ยินและจดจำได้คือ ผมเป็นคนบ้านนอกจากต่างจังหวัด ย่อมรู้จักความเป็นชนบทบ้านนอกท้องทุ่งนาดีกว่าในเมือง ชีวิตผมเลือกทำในสิ่งที่ผมรู้จักคุ้นเคยมันตลอดชีวิต นี่อาจเป็นความหมายที่แจ่มชัดเมื่อมองย้อนกลับไปในผลงานตลอดชีวิตของพี่เชิด

อีกส่วนหนึ่งที่ผมมีโอกาสได้รับรู้ เมื่อครั้งครูใหญ่ กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน จัดอบรมความรู้พื้นฐานภาพยนตร์ให้คนอ่าน ในปีที่ไปใช้ห้องเรียนชั้นล่างของตึกคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ พี่เชิดได้รับการเชื้อเชิญให้ไปเป็นวิทยากรพิเศษ แลกเปลี่ยนในวันสุดท้ายของการอบรม พี่เชิดไปคุยให้ผู้เข้าอบรมฟัง หนึ่งในประโยคที่ผมจำได้คือ พี่เชิดบอกกับคนอบรมว่าพวกคุณโชคดีมาก มีคนมาชี้แนะให้ความรู้ สมัยผมต้องดิ้นรนหาความรู้เอง ไม่มีใครมาช่วยเหลือแนะนำแบบนี้ มีอาจารย์หาข้อมูลความรู้มาให้ แต่ยังไงก็อย่าเรียกผมอย่างอื่นนะ ขอให้เรียกพี่เชิด ผมไม่ได้เป็นครูบาอาจารย์สอนใคร เรียกแค่พี่เชิดก็พอ มุกนี้เล่นเอาคนทั้งห้องหัวเราะลั่น

ทั้งหมดเป็นความทรงจำงดงามต่อพี่เชิด สำหรับผม ความจริงยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอีกมากมายที่ได้เรียนรู้จากพี่เชิด ซึ่งแกอาจไม่ได้ตั้งใจบอกจงใจสอนให้คำแนะนำอย่างตรงไปตรงมา แต่เมื่อพบปะสนทนาคุ้ยเคยสนิทสนมกันมากเข้า ก็จะซึมซับรับรู้ได้เอง พี่เชิดแม้จะเก่าเพราะเกิดมาก่อน อยู่มานาน เก็บอดีตไว้มากมาย ผมไม่แปลกใจเลยแม้แต่นิดถ้าข้าวของจิปาถะที่พี่เชิดเก็บรวบรวมไว้ จะกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ชั้นดีให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ศึกษา และเชื่อว่าพี่เชิดคงมีความสุขที่มีคนได้สืบทอดส่งต่อในสิ่งที่พี่เชิดเก็บสะสมเอาไว้มาตลอดชีวิตการเป็นคนทำหนัง

สำหรับผมทุกครั้งที่นึกถึงพี่เชิด ทรงศรี ก็มีแต่ความงดงามในความทรงจำและหลายเรื่องราวที่ไม่อาจลืมเลือนไปได้ แม้ว่าพี่เชิดอาจไม่ได้ต้องการให้ใคร ๆ จดจำชีวิตของตนเองแบบพิเศษมากมายนัก เพียงแต่คนที่รู้จัก เชิด ทรงศรี ยากยิ่งนักที่จะลืมเลือนผู้ชายคนนี้ได้ เชิด ผู้ทรงศรีแห่งความเป็นไทย

เปิดห้องผู้จัดการโรงหนังอลังการ อ่านชีวิต เนย...

4 มิ.ย. 63  บทความ

เรื่องราวชีวิตอันเข้มข้นของ เนย วรรณงาม คนภาพยนตร์ 5 แผ่นดิน ผู้ยืนหยัดต่อสู้อยู่ในธุรกิจโรงภาพยนตร์แบบเก่า ซึ่งไต่เต้าขึ้นมาจากช่างเขียนป้ายโฆษณา จนก...

อ่านรายละเอียด

จาก ปยุต เงากระจ่าง ถึง เสน่ห์ คล้ายเคลื่อน ผ...

27 พ.ค. 63  บทความ

ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยบันทึกไว้ว่า ปยุต เงากระจ่าง เป็นผู้สร้างสรรค์ภาพการ์ตูนเคลื่อนไหว หรือ “หนังการ์ตูน” ได้สำเร็จเป็นคนแรกของไทย ด้วยผลงานเรื่อง...

อ่านรายละเอียด

ชีวิตหลังภาพยนตร์ของนักแสดงสามัญชนใน ทองปาน

22 พ.ค. 63  บทความ

 เรื่องราวของชาวบ้านชายหญิง 2 คน ที่ได้มาแสดงภาพยนตร์อันเกิดจากความร่วมมือของปัญญาชนยุคหลัง 14 ตุลา เรื่อง “ทองปาน” ซึ่งไม่เพียงแต่จะกลายเป็นหนัง...

อ่านรายละเอียด

ครบรอบ 10 ปี ลุงบุญมีระลึกชาติ

14 พ.ค. 63  บทความ

ช่วงสัปดาห์นี้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เทศกาลเมืองคานส์ต้อนรับหนังไทย “ลุงบุญมีระลึกชาติ” หนังเล็กนอกสายตาที่สุดท้ายคว้ารางวัลปาล์มทอง สร้างประวัติศาตร์หน้า...

อ่านรายละเอียด

โรคระบาดในภาพยนตร์

5 พ.ค. 63  บทความ

ในช่วงเวลาที่โควิด-19 ยังอยู่กับสังคมไทย ร่วมย้อนชมเรื่องราวของโรคระบาดต่าง ๆ ในอดีต ผ่านภาพยนตร์ที่หอภาพยนตร์อนุรักษ์ไว้----------โดย ฝ่ายอนุรักษ์&nb...

อ่านรายละเอียด

จอน อึ๊งภากรณ์ กับเบื้องหลังการถ่ายหนังบันทึก...

1 พ.ค. 63  บทความ

ความเป็นมาของภาพยนตร์บันทึกการต่อสู้ของกรรมกรหญิงโรงงานฮาร่า เมื่อปี พ.ศ. 2518-2519 สร้างโดย จอน อึ๊งภากรณ์ และเพื่อน ๆ อาจารย์มหาวิทยาลัยที่ไม่เคยถ่า...

อ่านรายละเอียด