จอน อึ๊งภากรณ์ กับเบื้องหลังการถ่ายหนังบันทึกการต่อสู้ของกรรมกรหญิงโรงงานฮาร่า

ความเป็นมาของภาพยนตร์บันทึกการต่อสู้ของกรรมกรหญิงโรงงานฮาร่า เมื่อปี พ.ศ. 2518-2519 สร้างโดย จอน อึ๊งภากรณ์ และเพื่อน ๆ อาจารย์มหาวิทยาลัยที่ไม่เคยถ่ายหนังมาก่อน แต่กลับกลายเป็นมรดกภาพยนตร์ของชาติ และหนังสารคดีที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์แรงงานไทยและประวัติศาสตร์การเมืองไทย

----------


โดย พุทธพงษ์ เจียมรัตตัญญู



ภายหลังชัยชนะของนักศึกษาและประชาชนในการต่อสู้กับเผด็จการทหารเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ประเทศไทยก็เข้าสู่ยุคที่เรียกกันว่า “ประชาธิปไตยเบ่งบาน” เมื่อบรรยากาศการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพได้แผ่ขยายไปสู่ประชาชนในวงกว้าง ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมในสังคมอย่างคึกคักและต่อเนื่อง ก่อนที่ทุกอย่างจะต้องหยุดชะงักลงเมื่อเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่นักศึกษา ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 


หนึ่งในการต่อสู้ที่ได้รับความสนใจที่สุดในยุคทองของเสรีภาพอันแสนสั้นนี้ คือ การนัดหยุดงานของกรรมกรหญิงโรงงานฮาร่า ตรอกจันทน์ เขตยานนาวา เมื่อเดือนตุลาคม 2518 เพื่อขอขึ้นค่าแรงและให้นายจ้างปรับปรุงสวัสดิการ แต่กลับไม่ได้รับการเหลียวแล ซ้ำยังมีคำสั่งไล่ผู้ประท้วงออก การเรียกร้องจึงบานปลายไปสู่การยึดโรงงานเพื่อผลิตเสื้อผ้าออกมาเองของบรรดาคนงาน โดยขายหุ้นให้ประชาชน และขายสินค้าในราคาถูก ตั้งชื่อโรงงานว่า “สามัคคีกรรมกร

ภาพ : บรรยากาศในโรงงานสามัคคีกรรมกร



ระหว่างการต่อสู้อันยืดเยื้อดุเดือด กลุ่มอาจารย์มหาวิทยาลัยจำนวน 4 คน ได้นำกล้องถ่ายภาพยนตร์สมัครเล่นสำหรับฟิล์ม 8 มม. แบบซูเปอร์ 8 ไปบันทึกภาพและสัมภาษณ์กรรมกรในโรงงาน โดยที่ไม่มีใครมีประสบการณ์การถ่ายทำภาพยนตร์กันมาก่อน และคงไม่ได้คิดว่าวันหนึ่ง ผลงานชิ้นนี้จะกลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์สารคดีที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของไทยเท่าที่เคยมีการสร้างกันมา 


จอน อึ๊งภากรณ์ หนึ่งในทีมผู้สร้าง ได้เล่าถึงเบื้องหลังของภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ไว้ในงานวันหนังบ้าน ครั้งที่ 8 เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2558  ที่หอภาพยนตร์ ว่า “ช่วงนั้นผมเป็นสมาชิกของกลุ่มอาจารย์ 6 สถาบันนะครับ จากการทำงานในสภาคณาจารย์ ในตอนนั้นผมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล และก็มีเพื่อนอาจารย์เป็นกลุ่มศึกษาร่วมกัน และติดตามเหตุการณ์ต่าง ๆ  


“เดิมคุณแม่ผมเป็นคนชอบถ่ายหนัง 8 มม. ธรรมดา ไม่มีเสียง ตั้งแต่สมัยผมเป็นเด็ก ๆ พอผมทราบเรื่องเกี่ยวกับหนังซูเปอร์เอจ ก็เลยขอคุณพ่อว่า ไปต่างประเทศช่วยซื้อกล้องมาให้หน่อยได้ไหม  จำไม่ได้ว่าบอกว่าจะผ่อนให้ หรือไม่ผ่อน คุณพ่อก็ไปเอามาให้ คิดว่าเป็นยี่ห้อ Sankyo นะครับราคาประมาณสี่พันบาท แล้วผมก็กะว่าช่วงนั้นก็จะใช้ร่วมกัน ถ้ามีเหตุการณ์อะไร ใครอยากจะถ่ายอะไรก็ไปถ่าย



ภาพ : กล่องฟิล์มภาพยนตร์การต่อสู้ของกรรมกรหญิงโรงงานฮาร่าของ จอน อึ๊งภากรณ์ จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทย

“แต่พอทีนี้ เพื่อนอาจารย์ด้วยกัน ชื่ออาจารย์สุดาทิพย์ อินทร เป็นอาจารย์ธรรมศาสตร์สมัยนั้น เชิญผมเข้าไปดูในโรงงานฮาร่า ซึ่งน่าสนใจมาก เข้าไปดูแล้วคนงานเขาจัดระบบการผลิตของเขาเอง แล้ววันเสาร์อาทิตย์ เขาจะไปขายที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขายกางเกงยีนส์ คล้าย ๆ แบบเดียวกับที่เขาเคยผลิตให้กับนายจ้าง แต่สมัยนั้นเขาถูกนายจ้างรังแกหลายอย่าง ผมเลยร่วมกับอาจารย์สุดาทิพย์ และก็มีอาจารย์มหาวิทยาลัยศิลปากร 2 ท่าน อาจารย์สมโภช กับอาจารย์ลาวัลย์ อุปอินทร์ ร่วมกันผลิตหนังเรื่องนี้ ซึ่งไม่มีประสบการณ์มาก่อน  ถ้าดูการตัดต่อดูอะไรต่ออะไร ก็จะเห็นว่าเป็นแบบสมัครเล่นมาก ๆ เลยนะครับ แต่คิดว่า ประโยชน์อยู่ที่ว่าอย่างน้อยได้เก็บบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์


“ส่วนตัวหนังนั้นถ้าจำไม่ผิดจะต้องไปส่งที่โกดัก สมัยนั้นผมเข้าใจว่าล้างที่ออสเตรเลีย แล้วกลับมายังไงผมก็จำไม่ได้ว่าเข้าไปรับที่ร้านหรือเขาส่งถึงบ้าน หลังจากนั้น ผมได้ขอคุณพ่อช่วยหาเครื่องตัดต่อ เครื่องฉาย ซึ่งมันแพงกว่ากล้องนะครับ เครื่องฉายเครื่องตัดต่อนั้นราคาเข้าใจว่าเกือบหนึ่งหมื่นบาทในสมัยนั้น ตอนนี้ก็คงเป็นสองสามหมื่นบาท แต่อย่างน้อยก็ถือว่าสามารถที่จะพอซื้อได้ ถ้าเทียบกับเครื่อง 16 มม. หรืออย่างอื่น คงไม่มีปัญญาที่จะใช้ และผมก็ได้ร่วมกับอาจารย์อีก 3 ท่าน ตัดต่อหนังเรื่องนี้ขึ้นมา


“ผมเป็นคนตัดต่อเป็นหลัก ส่วนการสัมภาษณ์นั้นอาจารย์สุดาทิพย์เป็นคนดูแล เขาเป็นคนเตรียมกับคนงาน ว่าจะถามอะไรบ้าง ก็สัมภาษณ์ไป ด้านอาจารย์ลาวัลย์ อาจารย์สมโภช จะช่วยกันเรื่องสคริปต์ แล้วอาจารย์สมโภชก็เป็นคนอ่านเป็นผู้บรรยายในภาพยนตร์”


ในภาพยนตร์ เหตุการณ์จะแบ่งเป็น 2 ช่วงหลัก ๆ ช่วงแรกเป็นช่วงที่บรรดากรรมกรหญิงเข้ายึดโรงงานได้แล้ว ซึ่งคณะผู้สร้างได้ให้คนงานนำโดย ชอเกียง แซ่ฉั่ว และ นิยม ขันโท ผู้นำในการประท้วง ร่วมกันบอกเล่าถึงการต่อสู้ตั้งแต่เริ่มต้น และสภาพความเป็นอยู่ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้างอย่างแสนสาหัส โดยบันทึกเสียงสดระหว่างสัมภาษณ์ และนำไปเติมเสียงดนตรีกับเสียงบรรยายในภายหลัง นอกจากนี้ จอนซึ่งลงทุนซื้อฟิล์มเอง ยังตามไปเก็บภาพที่พวกเธอนำเสื้อผ้าไปขายที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมถึงได้บันทึกภาพช่วงเวลาที่มีพลังที่สุดช่วงหนึ่งของหนัง นั่นคือ ภาพขณะที่วง “กรรมาชน” วงดนตรีเพื่อชีวิตของนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล กำลังร้องเพลงขับกล่อมบรรดากรรมกรหญิงหลายสิบคนที่ก้มหน้าตรากตรำผลิตสินค้าเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตของพวกเธอ ในโรงงานที่ยึดครองมาจากการขูดรีดของนายจ้าง


ภาพ : ชอเกียง แซ่ฉั่ว และ นิยม ขันโท ผู้นำการต่อสู้กรรมกรหญิงโรงงานฮาร่า


“เวลาถ่ายมีกล้องตัวเดียว เพราะฉะนั้นเพลงนี้ ก็ถ่ายแบบต่อเนื่องเลย คือถ่ายแบบหันกล้องไปทางนู้นบ้างหันไปทางนี้บ้าง และมันก็มีเรื่องแปลกๆ ที่ไม่คาดเช่น เด็กตีหัวกัน ระหว่างที่กำลังดู หรือคนเย็บผ้าก็ลุกขึ้นมาเอากรรไกรมาวาง สิ่งเหล่านี้ไม่มีอะไรเตรียมไว้ คือถ่ายแบบธรรมชาติ


“ช่วงแรกนี้ถ่ายไม่น่าจะเกินอาทิตย์กว่านะครับ คือช่วงที่หนึ่ง แต่ว่าเคยกลับไปฉายให้เขาดูในโรงงาน ฉายครั้งแรกก็คือฉายในโรงงานนี้ ฉายให้คนงานดู และก็ในโรงงานนั้นมีนักศึกษาที่สนับสนุนก็คือคุณวนิดา หรือ คุณมด  (วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์  นักต่อสู้เพื่อประชาชนคนสำคัญของไทยผู้ล่วงลับ– ผู้เขียน) เป็นนักศึกษาที่ไปช่วยคนงานในเรื่องนี้ ซึ่งสนิทสนมกับคนงานฮาร่าทุกคน”


เมื่อล่วงเข้าสู่ปี 2519 ท่ามกลางบรรยากาศการต่อต้านของฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ วันที่ 13 มีนาคม ตำรวจได้เข้าไปบุกจับกุมนักศึกษาและกรรมกร เพื่อยึดโรงงานคืน จอนและเพื่อน ๆ อาจารย์ จึงได้กลับไปสัมภาษณ์คนงานอีกครั้งถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งกลายเป็นช่วงที่ 2 ของสารคดี ในขณะที่การตัดต่อหนังก็เป็นไปอย่างยากลำบาก 


“สมัยนั้นมันมีบรรยากาศเหมือนกันนะ ผมไม่สะดวกตัดต่อที่บ้าน ก็ไปตัดต่อที่บ้านเพื่อน แต่บ้านเพื่อน พอเขาเริ่มมาเห็นว่าเป็นเรื่องอะไร เขาก็ไม่ค่อยสบายใจ เพราะระหว่างตัดต่อเสียงมันออก คือมันจะได้ยินเสียงตลอดเวลาตัดต่อ รู้สึกจะต้องไปตัดต่อรวมทั้งหมดสองสามที่”


ภาพยนตร์จบลงด้วยภาพกรรมกรหญิงร่วมกันร้องเพลงปลุกใจ ในขณะที่การเจรจาฟ้องร้องกับนายจ้างยังไม่สิ้นสุด สิ่งแรกที่ผู้ชมถามจอนหลังชมหนังสารคดีเรื่องนี้จบในงานวันหนังบ้านเมื่อ 5 ปีก่อน จึงเป็นคำถามว่า สุดท้ายใครเป็นผู้ชนะ ซึ่งจอนตอบว่า “คงไม่มีใครชนะนะครับ ในที่สุดลูกจ้างก็ไม่ได้กลับเข้าทำงาน แล้วก็หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาบางส่วนก็ไปเข้าป่ากับนิสิตนักศึกษา  อีกส่วนหนึ่ง เช่น คุณชอเกียง  เข้าใจว่าเขาไปทำกิจการเล็กๆ ของเขาเองที่บ้าน และคนงานบางส่วนก็มาเย็บผ้าเหมือนกัน แต่ว่ายังไงก็ไม่ได้กลับไปทำงานที่โรงงานเดิม”


ในขณะที่ตัวจอนเองนั้น ก็ได้รับผลกระทบจากกรณี 6 ตุลาไม่น้อยกว่าใคร พ่อของเขา - ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ผู้เป็นคนซื้อกล้องถ่ายและเครื่องฉายภาพยนตร์จนทำให้เกิดหนังสารคดีเรื่องนี้ขึ้นมา ในตอนนั้นดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ ก็ต้องลี้ภัยไปในวันที่เกิดการนองเลือด  โดยก่อนหน้านั้นจอนได้ไปเยี่ยมแม่ คือ มาร์กาเร็ต สมิธ ที่ประเทศอังกฤษ เขาจึงจำต้องอยู่ที่นั่นยาว ก่อนที่จะได้กลับเมืองไทย เมื่อประมาณปี 2523 และได้พบฟิล์มภาพยนตร์เรื่องนี้อีกครั้ง แต่กล้องซูเปอร์ 8 ซึ่งสุดท้ายแล้วได้ใช้ถ่ายเพียงเรื่องเดียวนั้น จอนได้ฝากไว้ที่นักศึกษาที่สนิทก่อนจะจากเมืองไทยไป แต่ปัจจุบันยังไม่พบว่ากล้องประวัติศาสตร์ตัวนี้ได้ตกไปอยู่ที่ใด

ภาพที่ 1 :  บรรยากาศการจัดฉายที่พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย เมื่อ พ.ศ. 2537

ภาพที่ 2 : (ผู้หญิงจากซ้าย) นิยม ขันโท,ชอเกียง แซ่ฉั่ว, อดีตเพื่อนกรรมกร และวนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ ที่พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย


ด้วยความผันผวนทางการเมือง ภาพยนตร์บันทึกการต่อสู้ของกรรมกรหญิงโรงงานฮาร่า จึงถูกเก็บงำไว้ไม่ได้ฉายที่ไทยในวงกว้าง โดยบางส่วนของภาพยนตร์นั้นได้รับการตัดต่อรวมในภาพยนตร์สารคดีของญี่ปุ่นปี 2520 ที่เล่าถึงบรรยากาศการเมืองไทยระหว่างกรณี 14 ตุลา– 6 ตุลา 19 เรื่อง THEY WILL NEVER FORGET  จนกระทั่งวันที่ 24 สิงหาคม 2537 หอภาพยนตร์จึงได้รับการแนะนำจาก ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา นักวิชาการแรงงาน ถึงการมีอยู่ของหนังนี้ และประสานการติดต่อ จนได้รับมอบฟิล์มภาพยนตร์เรื่องนี้จาก จอน อึ๊งภากรณ์ พร้อมด้วยเครื่องฉายภาพยนตร์ที่เขาเคยใช้ในการบันทึกเสียงและฉายให้กรรมกรดู 


ในปีเดียวกันนั้นเอง หอภาพยนตร์ ได้นำหนังสารคดีนี้ไปฉายในกิจกรรมของพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย โดยมี ชอเกียง แซ่ฉั่ว กับ นิยม ขันโท และอดีตเพื่อนร่วมโรงงานสามัคคีกรรมกร รวมถึง วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ มาร่วมชมเพื่อรำลึกความหลัง นับเป็นการฉายอย่างเป็นทางการครั้งแรก ๆ ของภาพยนตร์สารคดีที่ทั้งบันทึกประวัติศาสตร์และกลายเป็นประวัติศาสตร์ในตัวเอง พร้อมได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกภาพยนตร์ของชาติในเวลาต่อมา ในขณะที่ จอน อึ๊งภากรณ์ แม้จะทำหนังเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียว แต่จิตวิญญาณนักต่อสู้เพื่อสิทธิประชาชนของเขาก็ยังสืบสานออกมาให้เห็นอยู่อย่างต่อเนื่องในผลงานด้านอื่น ๆ ตราบจนทุกวันนี้


จากจุดเริ่มต้นของคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ต้องการบันทึกเรื่องราวของคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคม ด้วยฟิล์มภาพยนตร์ขนาดเล็กเพียง 8 มิลลิเมตร ปัจจุบันสิ่งเหล่านี้ได้หลอมรวมกันกลายเป็นภาพเคลื่อนไหวแห่งสัจธรรมที่มีพลังมหาศาล และเป็นประจักษ์พยานของการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์แรงงานไทยและประวัติศาสตร์การเมืองไทย


คลิกชมจอน อึ๊งภากรณ์ คุยเรื่องการต่อสู้ของกรรมกรหญิงโรงงานฮาร่าในงานวันหนังบ้านครั้งที่ 8 เสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2558


เปิดห้องผู้จัดการโรงหนังอลังการ อ่านชีวิต เนย...

4 มิ.ย. 63  บทความ

เรื่องราวชีวิตอันเข้มข้นของ เนย วรรณงาม คนภาพยนตร์ 5 แผ่นดิน ผู้ยืนหยัดต่อสู้อยู่ในธุรกิจโรงภาพยนตร์แบบเก่า ซึ่งไต่เต้าขึ้นมาจากช่างเขียนป้ายโฆษณา จนก...

อ่านรายละเอียด

จาก ปยุต เงากระจ่าง ถึง เสน่ห์ คล้ายเคลื่อน ผ...

27 พ.ค. 63  บทความ

ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยบันทึกไว้ว่า ปยุต เงากระจ่าง เป็นผู้สร้างสรรค์ภาพการ์ตูนเคลื่อนไหว หรือ “หนังการ์ตูน” ได้สำเร็จเป็นคนแรกของไทย ด้วยผลงานเรื่อง...

อ่านรายละเอียด

เชิด ทรงศรี ที่ลืมไม่ลง

20 พ.ค. 63  บทความ

ความทรงจำอันงดงามจาก สิทธิรักษ์ ตุลาพิทักษ์ นักวิจารณ์ภาพยนตร์ ที่มีต่อ เชิด ทรงศรี ผู้กำกับหนังไทยผู้เป็นที่รักของผู้คนทุกรุ่นและทุกวงการ----------โด...

อ่านรายละเอียด

ชีวิตหลังภาพยนตร์ของนักแสดงสามัญชนใน ทองปาน

22 พ.ค. 63  บทความ

 เรื่องราวของชาวบ้านชายหญิง 2 คน ที่ได้มาแสดงภาพยนตร์อันเกิดจากความร่วมมือของปัญญาชนยุคหลัง 14 ตุลา เรื่อง “ทองปาน” ซึ่งไม่เพียงแต่จะกลายเป็นหนัง...

อ่านรายละเอียด

ครบรอบ 10 ปี ลุงบุญมีระลึกชาติ

14 พ.ค. 63  บทความ

ช่วงสัปดาห์นี้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เทศกาลเมืองคานส์ต้อนรับหนังไทย “ลุงบุญมีระลึกชาติ” หนังเล็กนอกสายตาที่สุดท้ายคว้ารางวัลปาล์มทอง สร้างประวัติศาตร์หน้า...

อ่านรายละเอียด

โรคระบาดในภาพยนตร์

5 พ.ค. 63  บทความ

ในช่วงเวลาที่โควิด-19 ยังอยู่กับสังคมไทย ร่วมย้อนชมเรื่องราวของโรคระบาดต่าง ๆ ในอดีต ผ่านภาพยนตร์ที่หอภาพยนตร์อนุรักษ์ไว้----------โดย ฝ่ายอนุรักษ์&nb...

อ่านรายละเอียด