ครั้งหนึ่งบนถนนราชดำเนิน

เวลาล่วงไปกว่า 120 ปีจนถึงปัจจุบัน ถนนราชดำเนิน ทั้งราชดำเนินนอก ราชดำเนินกลาง และราชดำเนินใน ได้เป็นฉากหลังของเหตุการณ์และชีวิตทั้งที่มีความหมายเชิงเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และเป็นพื้นที่ความทรงจำร่วมของประชาชนในหลากหลายกิจกรรม ซึ่งฝ่ายอนุรักษ์หอภาพยนตร์ได้คัดสรรภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์ในความทรงจำเหล่านั้นมานำเสนอเพื่อร่วมรำลึกและจินตนาการต่อถึงอนาคตของถนนราชดำเนินต่อไปจากนี้ 

-------------------


โดย ฝ่ายอนุรักษ์


[พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดชแข่งรถ ณ ถนนราชดำเนิน]

ความยาว 2.18 นาที ขาวดำ/เงียบ

ปีที่สร้าง 2480

[คลิกดูภาพยนตร์]



ครั้งหนึ่งถนนราชดำเนินได้เคยถูกจัดเตรียมสำหรับจัด “การแข่งขันรถยนต์ระหว่างชาติ รางวัลใหญ่กรุงเทพ ฯ” (Bangkok Grand Prix)  โดยกำหนดให้เป็นการแข่งรถขนาด 1,500 ซีซี ใช้ถนนบริเวณรอบสนามหลวงและรอบพระบรมมหาราชวัง รวมระยะทางรอบละ 2 ไมล์ จำนวน 60 รอบ แม้การแข่งขันนั้นซึ่งถูกวางกำหนดการไว้ในวันอาทิตย์ที่ 10 ธันวาคม 2482 จะไม่เคยถูกจัดขึ้นจริง เนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นเสียก่อน แต่ได้เคยมีการจัดการประลองความเร็วขึ้นเป็นตัวอย่างและเพื่อประโคมการแข่งรถ “รางวัลใหญ่กรุงเทพ ฯ” ขึ้นในวันที่ 5 ธันวาคม 2480  โดยกระทรวงมหาดไทยอนุญาตให้ปิดถนนราชดำเนิน ตั้งแต่สะพานผ่านพิภพลีลา จนถึงลานหน้าพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งเป็นส่วนของถนนที่จะใช้สำหรับการแข่งขันจริงในปี 2482 โดยพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือ “พ. พีระ เจ้าดาราทอง” วีรบุรุษของชาวไทย ซึ่งเคยกวาดรางวัลจากการแข่งขันรถยนต์มากมายหลายรางวัล  จนคว้าตำแหน่ง “ดาราทอง” ของสมาคมนักแข่งรถอังกฤษมาครองได้ถึง 3 ปีซ้อน ทรงขับรถรอมิวลุสโลดแล่นผ่านถนนราชดำเนิน ประลองความเร็วกับรถอื่น ๆ ให้ประชาชนได้รับชมเป็นขวัญตา แม้จะเกิดเหตุการณ์รถหลุดโค้งออกไปหาผู้ชม ก็ไม่เป็นเหตุร้ายแรงหรือสูญเสีย การประลองครั้งนี้ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจไม่น้อยแก่ชาวไทยที่มารอชมกันอย่างแน่นขนัดตลอดสองฝั่งของถนนราชดำเนินนอก  


ภาพยนตร์เรื่องนี้ ถ่ายโดยพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ นับเป็นภาพยนตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งทั้งในด้านบันทึกเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งในความทรงจำของชาติ และเป็นเหตุการณ์ตำนานในประวัติศาสตร์การแข่งรถของไทยและของโลก


การสวนสนามของกองกำลังเสรีไทย

ความยาว 4.35 นาที ขาวดำ/เงียบ

ปีที่สร้าง 2488

[คลิกดูภาพยนตร์]





พิธีสวนสนามกองกำลังเสรีไทย พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายสัมพันธมิตร เกิดขึ้นในวันที่ 25 กันยายน 2488 บนถนนราชดำเนินกลาง เหตุการณ์สวนสนามนี้ มีนัยความสำคัญเกี่ยวกับความเป็นความตายของประเทศในเวลานั้นเป็นอย่างมาก 


เนื่องจาก ในช่วงเวลาของสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลไทยโดยนายกรัฐมนตรี จอมพล ป. พิบูลสงคราม ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับฝ่ายอักษะและประกาศสงครามกับสัมพันธมิตร ในขณะที่นายปรีดี พนมยงค์ได้จัดตั้งขบวนการใต้ดินต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นร่วมกับคนไทยในต่างประเทศ ติดต่อประสานในทางลับกับสัมพันธมิตร เพื่อร่วมมือต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นผู้รุกราน เมื่อสัมพันธมิตรได้ชัยชนะเด็ดขาด โดยกองทัพญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ เมื่อ 6 สิงหาคม 2488 นายปรีดี พนมยงค์ ในฐานะผู้สำเร็จราชการได้ประกาศสันติภาพของประเทศไทยทันทีในวันที่ 16 สิงหาคม ยกเลิกภาวะสงคราม และให้ถือว่าการประกาศสงครามของรัฐบาลไทยต่อสหรัฐอเมริกาและอังกฤษเป็นโมฆะ ทำให้ไทยไม่ตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม โดยได้รับการรับรองจากทั้งสหรัฐอเมริกาและอังกฤษราวเดือนกว่าจากเหตุการณ์นั้น นายปรีดีได้จัดให้มีการรวมพลเสรีไทยติดอาวุธจากสายต่าง ๆ และจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศประมาณแปดพันคนกระทำพิธีสวนสนาม ขบวนสวนสนามเคลื่อนผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ทำความเคารพต่อนายปรีดี ผู้สำเร็จราชการและหัวหน้าเสรีไทย พร้อมผู้นำขบวนการทั้งหลาย ซึ่งยืนรับการสวนสนามอยู่ที่ฐานอนุสาวรีย์เพื่อเป็นการประกาศต่อโลกว่า ประเทศไทยยังมีเอกราชเหนือแผ่นดินตนเองโดยสมบูรณ์ ยังมีเกียรติศักดิ์ศรี มิได้ถูกยึดครองและถูกปลดอาวุธแต่อย่างใด


โลหะปราสาท 

ความยาว 20.33 นาที 

ขาวดำ/เงียบ

ปีที่สร้าง 2507


ภาพยนตร์สารคดีเรื่องโลหะปราสาท ในชุด “มรดกของไทย” ผลิตขึ้นโดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ ของบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) นำเสนอวัดสำคัญในกรุงเทพฯ ทั้งหมด 3 วัดซึ่งมีความสัมพันธ์กัน ประกอบด้วยวัดราชนัดดา วัดโสมนัส และวัดมกุฎกษัตริยาราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้บันทึกโลหะปราสาทขณะที่มีการบูรณะครั้งใหญ่ ซึ่งเริ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2506 


ภาพแรกของภาพยนตร์เป็นภาพของโลหะปราสาทปรากฏพร้อมชื่อเรื่อง จากนั้นจึงเป็นวัดราชนัดดาที่มีโครงไม้ก่อสร้างจากมุมมองภายนอก บริเวณกำแพงวัดมีป้ายรับบริจาควัสดุก่อสร้างจากประชาชน ต่อจากนั้นจึงเป็นบริเวณของพระอุโบสถของวัดราชนัดดา ท่านเจ้าคุณพระราชปัญญาโสภณ เจ้าอาวาสวัดราชนัดดาเดินนำขึ้นบันไดส่วนก่อสร้างเข้าสู่บริเวณของโลหะปราสาทที่กำลังอยู่ในระหว่างการบูรณะ โดยช่องทางเดินข้างในที่มีถึง 6 ชั้นนี้เป็นรูปสี่เหลี่ยมตามรูปของโลหะปราสาท จากช่องทางเดินนี้สามารถตรงไปยังใจกลางของโลหะปราสาทซึ่งเป็นช่องกลวงทรงกลมและมีต้นซุงต้นใหญ่ปักอยู่สำหรับเสียบขั้นบันไดตั้งแต่พื้นล่างไปจนถึงยอดของโลหะปราสาท ผู้ชมจะได้เห็นช่างกำลังก่อสร้างส่วนต่าง ๆ ตั้งแต่งานโครงสร้าง จนถึงงานตกแต่งภายใน ลวดลายตลอดจนงานปูนปั้นลายหัวเสาภายในโลหะปราสาทได้ถูกจำลองขึ้นใหม่ ด้วยความระมัดระวังและพยายามให้เหมือนของเดิมที่สุด ในส่วนนี้เนื้อหาจะจบลงที่รูปจำลองของโลหะปราสาทเมื่อบูรณะเสร็จสิ้นที่จำลองขึ้นโดยกรมศิลปากร โดยแสดงลักษณะสำคัญของการบูรณะครั้งนี้คือ สีของยอดปราสาทที่มีรวมทั้งสิ้น 37 ยอดนั้นเป็นสีขาว โดยโลหะปราสาทนี้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นพระเกียรติแก่พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าหญิงโสมนัสวัฒนาวดี เช่นเดียวกับการก่อสร้างวัดราชนัดดา 


ส่วนท้ายของภาพยนตร์เรื่องนี้ยังนำเสนอวัดโสมนัส ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าให้สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงพระองค์เจ้าหญิงโสมนัสวัฒนา ในฐานะพระมเหสีองค์แรกของพระองค์ซึ่งสิ้นพระชนม์หลังได้รับการสถาปนาเป็นมเหสีเพียงปีเดียว และวัดมกุฎกษัตริยารามซึ่งเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สร้างขึ้นเพื่อให้คู่กับวัดโสมนัส และเป็นสัญลักษณ์ของพระองค์เองแม้วัดทั้งสามมิได้ตั้งอยู่บนถนนราชดำเนินใด ๆ เว้นแต่วัดราชนัดดา ซึ่งอยู่ใกล้เกือบติดถนนราชดำเนินกลาง โดยมีอาคารโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทยอันใหญ่โตบดบังไว้ และที่สำคัญบดบังโลหะปราสาท ซึ่งแต่เดิมดูเหมือนสร้างยังไม่เสร็จ ดูเป็นเศษรกร้าง แต่เมื่อได้รับการบูรณะตามที่เห็นในภาพยนตร์นี้ และได้รับการบูรณะอีกครั้งในปี 2532 จนสวยงามขึ้น จึงเป็นเหตุให้รัฐบาลขณะนั้นมีมติให้รื้อเฉลิมไทยลง


กีฬาสี สตรีวิทยา

ความยาว 13.47 นาที ขาวดำ/เงียบ

ปีที่สร้าง 2502 (สันนิษฐานจากรหัสบนฟิล์มซึ่งระบุปีที่ผลิต)



โรงเรียนสตรีวิทยา เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2443 เดิมตั้งอยู่ที่วังพระองค์เจ้าอลังการ หลังโรงหวย ก ข ตำบลสามยอด  มิสลูสี ดันแลป เป็นครูใหญ่คนแรก ต่อมาได้ย้ายไปอยู่ที่ตึกสองชั้น ถนนเจริญกรุง สมัยนั้นคนทั่วไปนิยมเรียกว่า “โรงเรียนแหม่มสี” เปิดรับทั้งชายและหญิง ซึ่งนักเรียนชายต้องอายุไม่เกิน 12 ปี ต่อมา มิสลูสี ดันแลปแจ้งความประสงค์ยกโรงเรียนสตรีวิทยาให้แก่กระทรวงธรรมการ จนกระทั่งปี 2444 กระทรวงธรรมการมีคำสั่งให้ลงแจ้งความเปิดโรงเรียนสตรีวิทยาประกาศในหนังสือราชกิจจานุเบกษาเป็นโรงเรียนของรัฐบาลให้สอนตามหลักสูตรของกรมศึกษาธิการ และได้จัดการเรียนการสอนจนถึงระดับมัธยมศึกษา ต่อมาในปี 2482  ได้ย้ายที่ตั้งจากมุมถนนดินสอและถนนราชดำเนินกลาง (ปัจจุบันคือบริเวณบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด) มายังที่ตั้งปัจจุบันคือ ที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ริมถนนดินสอ พื้นที่ 9 ไร่โดยอยู่ตรงข้ามสถานที่เดิม


ในภาพยนตร์เรื่องกีฬาสี สตรีวิทยานี้ ส่วนที่ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดตั้งแต่เริ่มคือ ตึกเรียนสองชั้นที่มีจารึกชื่อโรงเรียนสตรีวิทยา ในสนามมีเด็กนักเรียนในชุดเสื้อขาวกางเกงขาสั้นสีขาวสำหรับแข่งกีฬาเข้าแถวต่อกัน ระหว่างพิธีเชิญธงชาติขึ้นสู่เสา บรรดาคณาจารย์และนักเรียน

ร่วมกันยืนตรงเคารพธงชาติ ผู้อำนวยการโรงเรียนในขณะนั้น (คุณหญิงกรองทอง สุรัสวดี) กล่าวหน้าเสาธง มีการแจกซองซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นทุนการศึกษาจากตัวแทนสมาคมศิษย์เก่า ต่อจากนั้นจึงเป็นการสวนสนามโดยนักเรียนและเข้าสู่ช่วงการแข่งขัน ซึ่งมีหลากหลายชนิดกีฬาตั้งแต่วิ่งเดี่ยว วิ่งผลัด กระโดดไกล ทุ่มน้ำหนัก พุ่งแหลนสลับกับการรับมอบเหรียญรางวัล ด้วยความสนุกสนานเป็นอย่างยิ่งของเหล่ากองเชียร์ ก่อนจะจบลงด้วยการมอบรางวัลและของที่ระลึกแก่บรรดาตัวแทนของสีต่าง ๆ


บรรดานักเรียนของโรงสตรีวิทยานับแต่ได้มาอยู่ที่ริมถนนราชดำเนิน จึงมีความผูกพันและความทรงจำต่อถนนราชดำเนินกลางมายาวนาน  ผู้คนที่ผ่านไปมาบนถนนราชดำเนินกลางตรงจุดนี้ ก็ต้องมีความทรงจำถึงบรรยากาศคึกคักของโรงเรียนสตรีชื่อดังแห่งหนึ่งของประเทศ


โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทย

ความยาว 18.25 นาที สี/เสียง

ปีที่สร้าง 2532

[คลิกดูภาพยนตร์]


ภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์การเข้าไปขนย้ายสิ่งของจากโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทยของเจ้าหน้าที่หอภาพยนตร์แห่งชาติ อันเป็นผลมาจากมติของคณะรัฐมนตรีรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ในวันที่ 15 มกราคม 2532 ให้รื้อถอนโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทย ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เนื่องจากโรงภาพยนตร์ตั้งอยู่ด้านหน้าและบดบังการมองเห็นโลหะปราสาทและวัดราชนัดดารามวรวิหาร


ความโดดเด่นของภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ที่การบันทึกภาพทั้งภายในและภายนอกของโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทย ตั้งแต่บนห้องฉายอันเต็มไปด้วยอุปกรณ์และเครื่องมือสำหรับฉายภาพยนตร์ต่าง ๆ เลาะเรื่อยลงมาตามบันไดขณะที่ชายกลุ่มหนึ่งขนย้ายเครื่องฉาย 35 มม. และ 70 มม. ขนาดใหญ่ เพื่อนำมาจัดเก็บที่หอภาพยนตร์ รวมไปถึงบรรยากาศหน้าโรงภาพยนตร์และท้องถนนราชดำเนินอันขวักไขว่ไปด้วยการจราจร


โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทย มีอายุนับแต่เปิดให้บริการเป็นโรงมหรสพในปี 2492 และเปลี่ยนเป็นโรงภาพยนตร์ในปี 2496 เป็นแลนด์มาร์กสำคัญหนึ่งในกรุงเทพฯ จนถึงวันที่สิ้นสุดลงเป็นเวลาเกือบ 40 ปี และได้ผ่านเหตุการณ์สำคัญของประเทศ เช่น เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้เป็นที่หลบภัยของประชาชน และมีร่องรอยอันเป็นอนุสรณ์อย่างรอยกระสุนในห้องจำหน่ายตั๋ว อย่างที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย


ในช่วงเวลาสุดท้ายนั้น ได้มีคณะบุคคลหนึ่งรวมตัวกันจัดงานเพื่อเป็นอนุสรณ์ส่งท้ายศาลาเฉลิมไทย โดยจัดการแสดงละครเวทีเรื่อง “พันท้ายนรสิงห์” จำนวนทั้งสิ้น 16 รอบ ระหว่างวันที่ 24 กุมภาพันธ์ - 12 มีนาคม 2532 ในการนี้ได้มีการจัดรอบมหากุศลเป็นการส่งท้ายในวันที่ 15 มีนาคม 2532 และออกอากาศสดทางไทยทีวีสีช่อง 3 ซึ่งผู้สนใจสามารถติดต่อเข้าชมบันทึกการแสดงละครเวทีนี้ได้เช่นกัน ณ ห้องสมุดและโสตทัศนสถาน เชิด ทรงศรี หอภาพยนตร์



เปิดห้องผู้จัดการโรงหนังอลังการ อ่านชีวิต เนย...

4 มิ.ย. 63  บทความ

เรื่องราวชีวิตอันเข้มข้นของ เนย วรรณงาม คนภาพยนตร์ 5 แผ่นดิน ผู้ยืนหยัดต่อสู้อยู่ในธุรกิจโรงภาพยนตร์แบบเก่า ซึ่งไต่เต้าขึ้นมาจากช่างเขียนป้ายโฆษณา จนก...

อ่านรายละเอียด

จาก ปยุต เงากระจ่าง ถึง เสน่ห์ คล้ายเคลื่อน ผ...

27 พ.ค. 63  บทความ

ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยบันทึกไว้ว่า ปยุต เงากระจ่าง เป็นผู้สร้างสรรค์ภาพการ์ตูนเคลื่อนไหว หรือ “หนังการ์ตูน” ได้สำเร็จเป็นคนแรกของไทย ด้วยผลงานเรื่อง...

อ่านรายละเอียด

เชิด ทรงศรี ที่ลืมไม่ลง

20 พ.ค. 63  บทความ

ความทรงจำอันงดงามจาก สิทธิรักษ์ ตุลาพิทักษ์ นักวิจารณ์ภาพยนตร์ ที่มีต่อ เชิด ทรงศรี ผู้กำกับหนังไทยผู้เป็นที่รักของผู้คนทุกรุ่นและทุกวงการ----------โด...

อ่านรายละเอียด

ชีวิตหลังภาพยนตร์ของนักแสดงสามัญชนใน ทองปาน

22 พ.ค. 63  บทความ

 เรื่องราวของชาวบ้านชายหญิง 2 คน ที่ได้มาแสดงภาพยนตร์อันเกิดจากความร่วมมือของปัญญาชนยุคหลัง 14 ตุลา เรื่อง “ทองปาน” ซึ่งไม่เพียงแต่จะกลายเป็นหนัง...

อ่านรายละเอียด

ครบรอบ 10 ปี ลุงบุญมีระลึกชาติ

14 พ.ค. 63  บทความ

ช่วงสัปดาห์นี้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เทศกาลเมืองคานส์ต้อนรับหนังไทย “ลุงบุญมีระลึกชาติ” หนังเล็กนอกสายตาที่สุดท้ายคว้ารางวัลปาล์มทอง สร้างประวัติศาตร์หน้า...

อ่านรายละเอียด

โรคระบาดในภาพยนตร์

5 พ.ค. 63  บทความ

ในช่วงเวลาที่โควิด-19 ยังอยู่กับสังคมไทย ร่วมย้อนชมเรื่องราวของโรคระบาดต่าง ๆ ในอดีต ผ่านภาพยนตร์ที่หอภาพยนตร์อนุรักษ์ไว้----------โดย ฝ่ายอนุรักษ์&nb...

อ่านรายละเอียด