สุดเสน่หา

วันแรกฉาย                  ๒๔ มกราคม ๒๕๔๖

ความยาว                    ๑๒๘ นาที

ฟิล์ม ๓๕ มม. / สี / เสียง

บริษัทสร้าง                  บริษัท ละอองดาว &, คิก เดอะ แมชชีน ประเทศไทย, แอนนา แซนเดอร์ ฟิล์ม

ผู้อำนวยการสร้าง            อีริค ชาน, ชาร์ล เดอ มุกซ์

ผู้กำกับ                       อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

ผู้กำกับภาพ                  สยมภู มุกดีพร้อม

ผู้ลำดับภาพ                  ลี ชาตะเมธีกุล      

ผู้กำกับศิลป์                  เอกรัฐ หอมลออ, อาทิตย์ มหาศรี

ผู้บันทึกเสียง                  ทีฆะเดช วัชรธานินท์, ลี ชาตะเมธีกุล

ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย    สันติภาพ อินกองงาม

ผู้แสดง                                  มิน อู, กนกพร ทองอร่าม, เจนจิรา จันทร์สุดา, สงัด ชัยยะปัน, คณิตพัฒน์ เปรมกิจ, จารุวรรณ เตชาเสถียร, ดวงใจ หิรัญศรี, หมี หมัดแม่น

รางวัล                        รางวัล Un Certain Regard Prize - Festival de Cannes 2002 , รางวัล Golden Alexander - Thessaloniki Film Festival 2002, รางวัล Grand Prize - Tokyo FilmEx 2002, รางวัล Circle of Dutch Film Critics (KNF) Award - International Film Festival Rotterdam

2003,  Best director and FIPRESCI Prize - Buenos Aires International Festival of Independent Cinema 2003, Young Cinema Award - Singapore International Film Festival 2003


ในปี ๒๕๔๕ ประเทศไทยได้สร้างชื่อเสียงในด้านภาพยนตร์อย่างยิ่งใหญ่ขึ้นที่ฝรั่งเศส จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ กับการฉายภาพยนตร์เรื่อง สุดเสน่หา หรือ Blissfully Yours ที่ได้รับรางวัล Un Certain Regard ไปครอบครอง ทำให้ อภิชาตพงศ์ วีระเศรษฐกุล เป็นที่จับตามองทั้งจากคนไทยและต่างชาติ และเป็นบุคคลที่มีคนกล่าวถึงอย่างมากมาย ในฐานะคนทำหนังของไทยที่ได้รับรางวัลจากต่างแดน ซึ่งในช่วงปีเดียวกันนั้น ได้มีหนังไทยของผู้กำกับท่านอื่นได้เข้าฉายในเวทีเดียวกันด้วย แต่มีเพียงเรื่อง สุดเสน่หา เพียงเรื่องเดียวที่ได้รับรางวัลกลับมา เสียงวิพากษ์วิจารณ์นั้นได้รับทั้งในแง่ชื่นชมสุดๆและก่นด่าสุดๆเรียกได้ว่าสร้างกระแสที่ตรงข้ามกันอย่างสุดขั้วให้เกิดขึ้นมาเลยทีเดียว ส่วนเรื่องของรายได้นั้นอาจไม่ได้ทำเงินเท่ากับหนังเชิงพาณิชย์ที่เน้นรายได้เป็นหลัก

สุดเสน่หา เป็นเรื่องราวของ รุ่ง สาวแรงงานทาสีรูปปั้นปูนปลาสเตอร์ ที่หลงรักชายหนุ่มกะเหรี่ยงหรือแรงงานพม่าที่หลบหนีมาเป็นแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยที่ชื่อว่า มิน โดยที่ มิน นั้นมีโรคทางผิวหนัง ทำให้รุ่งต้องพาเข้าไปรับการรักษา แต่ด้วยความที่เป็นแรงงานต่างด้าว จึงไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากสวัสดิการสังคมของประเทศไทยนัก รุ่ง จึงได้ฝากและจ้างวานให้ ป้าอร เป็นคนช่วยดูแลมินระหว่างที่เธอต้องทำงาน ป้าอร นั้นเป็นสาววัยกลางคนที่มีแรงปรารถนาอยากจะมีลูกอีกคน เนื่องจากลูกคนแรกได้จมน้ำเสียชีวิตไปแล้ว เธอจึงพยายามหาทางมีลูกกับสามีของเธอซึ่งทำงานข้าราชการ แต่สามีเธอกลับไม่ยอม เธอจึงหาหนทางอื่นที่จะมีลูกขึ้น โดยไปมีสัมพันธ์ชู้กับเพื่อนร่วมงานกับสามีของเธอแทน

ตัวภาพยนตร์เล่าทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้น อย่างตรงไปตรงมา ราวกับว่าจับภาพของชาวบ้านธรรมดาทั่วไป ที่ใช้ชีวิตปกติไปเรื่อยๆ ไม่มีการเร่งเร้าอารมณ์ ผูกปมใดๆเลย แต่สามารถถ่ายทอดวิถีชีวิตคนชายขอบออกมาได้อย่างประณีต และเรียบง่าย นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้กระแสวิพากษ์วิจารณ์ออกมาในลักษณะตรงข้ามกันขนาดนี้  แต่ความสำเร็จของหนังเรื่องนี้ ในแง่ของการวิพากษ์วิจารณ์นั้น สามารถคว้ารางวัลใหญ่จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ และยังได้รับรางวัลจากเทศกาลหนังที่โตเกียว รอตเตอร์ดัม สิงคโปร์ บัวโนสไอเรสและแคนนาดา นอกจากนั้นยังถูกยกย่องให้เป็นภาพยนตร์ที่ดีที่สุดในปี ๒๕๔๗ จากการโหวตของนิตยสาร Le Cahiers du Cinema อีกด้วย นับว่าเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย

นอกเหนือจากด้านชื่อเสียงต่างๆแล้ว ตัวหนังได้นำเสนอสิ่งที่แทบจะเรียกได้ว่า ตรงข้าม กับตำราการทำภาพยนตร์ขึ้นก็ว่าได้ การเลือกสรรนักแสดงที่ไม่ใช่นักแสดงชื่อดัง หาคนรู้จัก หรือชาวบ้านทั่วไปหรืออาจจะเป็นคนชายขอบในชีวิตจริง มาแสดงเป็นคนชายของในหนังก็ว่าได้ และยังไม่พอ หนังยังคงพลิกบทบาทผู้มีอำนาจทางสังคมอย่างเพศชาย ให้ต่ำต้อยลง และเพิ่มอำนาจให้กับสตรีเพศเป็นหลัก และเลือกที่จะให้พระเอกที่ซึ่งเป็นตัวละครหลักของเรื่อง เป็นชนชั้นแรงงานต่างด้าวจากพม่าที่หลบหนีเข้าประเทศด้วย สิ่งต่างๆเหล่านี้ คือการพลิกบทบาทและเลือกที่จะทำตรงกันข้ามกับสูตรในการเล่าหนัง ไม่ใช้มุมกล้อง หรือการตัดต่อ ลำดับภาพเพื่อให้เกิดอารมณ์ร่วมอย่าง ตื่นเต้น หรือ ตื่นตาตื่นใจ แต่ตั้งกล้องแช่ไว้นิ่งๆ และให้คนดูรู้สึกร่วมไปกับตัวละครช้าๆ และตรงไปตรงมา เราอาจบอกได้ว่าสิ่งนี้คือศิลปะ ประเภทเหมือนจริง ก็ว่าได้ เพราะหนังถ่ายทอดทุกอย่างตามที่เกิดขึ้นจริงๆ ไร้ซึ่งการปรุงแต่ง แต่มันได้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของคนชายขอบ ของตัวละคร และอาจให้เห็นความจริงของสังคม การปลดปล่อยความคิดในพื้นที่ๆปราศจากความศิวิไลซ์อย่างในผืนป่า และความเป็นธรรมชาติอันเป็นพื้นฐานมากๆที่สุดของมนุษย์ ที่ซึ่งหลายๆคนมักจะมองข้ามและถูกความเชื่อ โครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ต่างๆ มาบดบังวิถีดั้งเดิมและความเป็นมนุษย์ที่ยังคงมีอารมณ์ ความรู้สึกถวิลหาและอยากแสดงออกมันออกมาอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด


มรดกภาพยนตร์ของชาติ

ดูทั้งหมด

เวลาในขวดแก้ว

ฟิล์ม ๓๕ มม. / สี / เสียง / ๑๑๗ นาที๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔บริษัทสร้าง วี.เอ็น. โปรดักชั่นผู้อำนวยการสร้าง ประยูร วงษ์ชื่นผู้กำกับ ประยูร วงษ์ชื่น, อมรศรี...

อ่านรายละเอียด

ช่างมัน..ฉันไม่แคร์

ฟิล์ม ๓๕ มม. / สี / เสียง / ๑๑๘ นาที๒๐ กันยายน ๒๕๒๙บริษัทสร้าง พูนทรัพย์ โปรดักชั่นผู้อำนวยการสร้าง วิศิษฐ์ มิ่งวัฒนบุญผู้กำกับ ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุ...

อ่านรายละเอียด

ผู้หญิงคนนั้นชื่อบุญรอด

ฟิล์ม ๓๕ มม. / สี / เสียง / ๑๒๘ นาที๒๓ กรกฎาคม ๒๕๒๘บริษัทสร้าง ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่นผู้อำนวยการสร้าง เจริญ เอี่ยมพึ่งพรผู้กำกับ คุณาวุฒิ (วิจิตร คุณาวุ...

อ่านรายละเอียด

วัยระเริง

ฟิล์ม ๓๕ มม. / สี / เสียง / ๑๑๙ นาที๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๗บริษัทสร้าง ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่นผู้อำนวยการสร้าง เจริญ เอี่ยมพึ่งพรผู้กำกับ เปี๊ยก โปสเตอร์ (สมบ...

อ่านรายละเอียด